The Book(The Kindle)
THE BOOK (The Kindle)
วันนี้ผมมีข่าวดีมาฝากผู้รักหนังสือและการอ่านหนังสือทั้งหลาย เนื่องจากเพิ่งได้มีการเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคใหม่สุดเกี่ยวกับหนังสือโดยบริษัท Amazon ซึ่งเป็นคลังขายหนังสือออน ไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา สิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ก็คือ The Book หรือหนังสือคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่กล่าวขวัญกัน ว่าสามารถเก็บหนังสือต่าง ๆ ได้ดีกว่า hard disk ใด ๆ และใช้ง่ายโดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเอกสารแสดงวิธีการใช้ใดๆทั้งสิ้น หนังสือนี้เปิดใช้ได้ทุกที่โดยไม่จำเป็นต้องมีแบตเตอรี่ และหลายคนคิดว่าเป็นการคิดค้นที่สมบูรณ์ที่สุดที่ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างใดเพิ่มเติมอีกแล้ว
นาย Jeff Bezos CEO ของ Amazon.com เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ เขามาคิดว่า ทั้งเพลงและวิดีโอได้ถูกอัดลงดิจิทัลมานานแล้วเหลือแต่หนังสืออย่างเดียวที่ยังทำเป็นดิจิทัลเฉพาะเรื่องสั้น ๆ เขาจึงได้คิดค้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา เรียกว่า The Amazon Kindle ซึ่งจะมีผลปฏิวัติการอ่านและการเก็บหนังสือทั่วโลกต่อไปในอนาคต ในการคิดค้นดังกล่าว เขาได้ให้ความสำคัญกับ 3 สิ่งคือ
1. สิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้จะยังต้องคงรูปร่างความเป็นหนังสือให้ได้มากที่ สุด ดังนั้น The Kindle จึงมีขนาดเพียง พ็อกเกตบุ๊กธรรมดา หนักเพียง 10 ออนซ์ มีหน้าจอกว้าง 6 นิ้ว ใช้หมึก E Ink สำหรับตัวหนังสือ และหากต้องการใช้แบตเตอรี่ก็จะใช้อ่านได้ครั้งละ 30 ชั่วโมง ส่วนการอัดแบตเตอรี่ใหม่จะใช้เวลา 2 ชั่วโมง
2. ผู้อ่านสามารถเปลี่ยนตัวอักษรหน้าจอเป็นขนาดใหญ่ เล็กได้ตามต้องการ และสามารถบรรจุหนังสือได้ 200 เล่มในเครื่อง และหากใช้เมมโมรี่ การ์ด ก็จะเก็บไว้ได้อีกหลายร้อยเล่ม นอกจากนั้นก็ยังสามารถเสิร์ชหาชื่อหรือวลีใด ๆ ในหนังสือได้ด้วย
3. สิ่งหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดทำได้มาก่อนแต่ทำได้ใน The Kindle ก็คือเครื่องนี้สามารถใช้งานได้โดยระบบ Whispernet หรือการใช้คลื่น EVDO Broadband ของโทรศัพท์มือถือทั่วไป ทำให้ใช้ The Kindle ได้ทุกแห่ง ไม่เฉพาะแต่แหล่งที่ปล่อยคลื่น Wifi เท่านั้น ผู้ใช้เครื่องสามารถดูรายการหนังสือใหม่ ๆ รวมทั้งบทวิจารณ์หนังสือได้ทันทีจาก Amazon และเมื่อผู้ใช้ตัดสินใจซื้อหนังสือแล้วก็จะสามารถโหลดหนังสือเข้าห้องสมุดของเครื่องเพื่อ อ่านได้ทันที
Amazon ได้พยายามขอให้สำนักพิมพ์ต่าง ๆ สแกนหนังสือของตนเป็นดิจิทัลจนได้เป็นจำนวนถึง 88,000 เล่มแล้วที่จะสั่งซื้อจาก Amazon ได้ผ่าน The Kindle กล่าวกันว่าค่าใช้จ่ายในการสแกนตกเล่มละ 200 เหรียญสหรัฐ แต่ The Kindle ก็ไม่เป็นเพียงแต่เครื่องอ่านหนังสือ สั่งหนังสือเท่านั้น ผู้ใช้อาจสมัครรับบริการจากหนังสือพิมพ์รายวันเช่น The New York Times และ The Washington Post หรือจากประเทศอื่นเช่น Le Monde รวมทั้งนิตยสารหลายฉบับได้อีกด้วย นอกจากนี้ เครื่อง The Kindle ก็ยังสามารถเข้าเว็บเพื่อหาข้อมูลใน Wikipedia หรือเสิร์ชใน Google ทั้งยังมีปากกา highlight pen ซึ่งไว้ใช้จดข้อความหรือหมายเหตุ ลงในหน้าที่อ่านและเก็บข้อความเป็น ตอน ๆ ได้ และถ้าผู้ใช้มีอีเมลของ The Kindle ก็จะยังสามารถรับเอกสารที่ส่งมาโดยระบบ Word หรือ PDF ได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ ทำให้หลายคนขนานนาม The Kindle ว่าเป็นเครื่อง Ipod สำหรับหนังสือเลยทีเดียว สำหรับราคาขายนั้น ขณะนี้นาย Bezos ตั้งไว้เพียง 399 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นราคาเดียวกับ Ipod เครื่องแรกที่ Apple ประกาศขายเมื่อตุลาคม ค.ศ. 2001 อย่างไรก็ตาม ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีดังความคาดหมาย Amazon ก็จะปรับปรุง The Kindle ให้ดีขึ้นไปอีกในอนาคตอันใกล้ เช่นมีจอสีและอื่น ๆ ในขณะที่ราคาก็จะลดลงไปด้วย ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นร้านหนังสือทั่วไปทั่วโลกคงจะต้องหนาวเป็นแน่
จุดสำคัญที่กำลังเป็นข้อโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ก็คือ E Book อย่างเช่น The Kindle จะเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนที่หนังสือที่พิมพ์บนกระดาษอย่างที่เราเคยคุ้นเคยกันมาตลอดชีวิตได้หรือไม่ในอนาคต ก่อนหน้าที่ Johannes Gensfleisch zur Laden zum Gutenberg จะผลิตตัวพิมพ์ที่หล่อด้วยโลหะขึ้นมาได้เมื่อปี ค.ศ. 1439 หนังสือทุกเล่มต่างก็ต้องเขียนด้วยมือกันมาทั้งนั้น ดังนั้นจึงเป็นเวลาเกือบ 600 ปีมาแล้วที่มนุษย์เราชินกับการอ่านหนังสือที่พิมพ์มาบนกระดาษ และที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นก็คือ หนังสือเหล่านี้สามารถทำให้เราซาบซึ้งและเข้าถึงชีวิตจิตใจของตัวละครต่าง ๆ ที่โลดแล่นอยู่บนตัวอักษร จนทำให้เรามีมโนภาพตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ในการอ่านหนังสือดิจิทัล Annie Proulx นักเขียนนวนิยายมีชื่อคนหนึ่งเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ และจะไม่มีใครนั่งอ่านหนังสือบนจอภาพเล็ก ๆ ที่มักจะกระตุก ๆ อยู่เป็นประจำเป็นอันขาด แต่คำพูดนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็มีผู้โต้แย้งเป็นอันมาก เพราะในปัจจุบันนี้ก็มี E book เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จอภาพและตัวอักษรก็มีการปรับปรุงดีขึ้นมากแล้ว การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ก็เป็นการอ่านอยู่แล้ว ความเห็นจากผู้ที่เคยได้ทดลองใช้ The Kindle มาแล้ว ส่วนใหญ่ต่างก็ให้ความเห็นว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย โดยเฉพาะเรื่องราคาหนังสือขายดีที่สุด 10 อันดับแรกรวมทั้งหนังสือที่ออกใหม่ซึ่ง Amazon ตั้งไว้ต่ำกว่าของจริงมาก รวมทั้งความสะดวกสบายในการพกพาไปที่ต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือสามารถสะกดภวังค์ของผู้อ่านได้เช่นเดียวกันกับหนังสือที่พิมพ์ขึ้นมา สำหรับข้อเสียข้อสำคัญของ The Kindle ที่ผลิตออกมาในรุ่นปัจจุบันนี้ก็คือเครื่องยังไม่มีระบบ graphic ที่ดีพอและไม่สามารถลงรูปประกอบที่สวยงามหรือมีสีสันเช่นในหน้ากระดาษได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็กำลังจะได้รับการปรับปรุงในรุ่นที่จะผลิตขึ้นต่อไปแล้ว
Bill Hill ผู้เชี่ยวชาญด้าน E book จากบริษัท Microsoft ได้กล่าวไว้ว่า กระบวนการผลิตหนังสือในปัจจุบัน ยังเป็นกระบวนการที่ใช้พลังงานและทรัพยากรเกินควรอยู่เป็นอันมาก เริ่ม จากการที่เราต้องตัดโค่นต้นไม้ลงแล้ว ขนต้นไม้เหล่านี้ไปยังโรงงานเพื่อทำ เยื่อกระดาษ แล้วส่งต่อไปอีกโรงงาน หนึ่งเพื่อรีดออกมาเป็นกระดาษ หลัง จากนั้นก็ต้องนำไปตัดหรือไปม้วนเป็นขนาดต่าง ๆ เพื่อส่งออกไปยังโรงพิมพ์ต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้นเขาจึงตั้งคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า “เราเชื่อกันจริง ๆ หรือว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า มนุษย์เราก็ยังจะทำเช่นนี้อยู่อีก”.
สาโรจน์ ชวนะวิรัช
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=50112&NewsType=2&Template=1
-
คลังเก็บ
- กุมภาพันธ์ 2009 (10)
- มกราคม 2009 (10)
- ธันวาคม 2008 (10)
- พฤศจิกายน 2008 (13)
- ตุลาคม 2008 (2)
- กันยายน 2008 (10)
- สิงหาคม 2008 (16)
- กรกฎาคม 2008 (10)
-
หมวดหมู่
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS