ภารโรงโดนยิงที่หอใน(ตึกพุดตาล)
ประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆของวันที่ 30 สิงหา ผมนั่งทำงานอยู่ที่อาคารจามจุรี 9 รุ่นน้องทักเข้ามาใน msn แล้วออกจะพิมพ์แบบตื่นตระหนกมาหาผมเล็กน้อยว่าพี่ๆๆ”หนูได้ยินเสียงยิงปืนยิงหมดแม็กเลยพี่”่ แล้วเขาก็พิมพ์ต่อว่ามีเลือดเต็มเลย(รุ่นน้องผมเป็นผู้หญิงครับอยู่ที่หอใน อยู่ตึกที่อยู่ข้างๆตึกพุดตาล) แล้วมีเพื่อนเขาคนหนึ่งวิ่งลงไปดูเหตุการณ์ข้างล่าง ว่าเกิดอะไรขึ้น กลับขึ้นมาบอกว่ามีคนโดนยิงเป็นภารโรงซ่อมไฟ สามี ภรรยา ถูกยิงจมกองเลือด และมีรถตำรวจ พยาบาล ปอเต็กตึ๊งมากันพร้อมหน้าแต่โชคดีครับ รถพยาบาลมาทันจึงรักษาชีวิตไว้ได้แต่ยังไม่พ้นขีดอันตรายต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เข้าห้อง ICU ทั้งคู่ แต่สรุปยังจับผู้ร้ายไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องหน้าตื่นเต้นสำหรับผมนิดหน่อยครับต้องเดินไปส่งรุ่นน้องอีกคนไปที่หอใน ผมจึงเลือกการนั่งแท็กซี่ไปส่งน้อง แต่เดินกลับมาสามย่าน ทำให้ผมรู้สึกหวาดระแวงเวลาเดินเป็นอย่างมาก
Creativity Class 29 Aug 2551
วิธีการหาความคิดสร้างสรรค์มีอยู่มากมาย ซึ่งในclassวันนี้ทำให้รู้จักถึงบางวิธีที่มีใช้ในปัจจุบัน โดยการสร้างกฎขึ้น
กฎการระดมสมอง
- แสดงความคิดสร้างสรรค์
- ยิ่งคิดแปลกยิ่งดี
- ไม่วิจารณ์ความคิดของผู้อื่น
- กล้าพูด
ปัญหาของการคิดอย่างสร้างสรรค์
- คำวิจารณ์
- ไม่กล้าพูด
อาจารย์ให้จับกลุ่มหกคนให้นั่งเป็นวง และให้หัวข้อในการคิดมา หนึ่งหัวข้อโดยให้ทุกคนเขียนความคิดของตัวเองต่อหัวข้อนั้นไปในกระดาษพอครบเวลาที่กำหนดส่งกระดาษวนขวาแล้วอ่านความคิดของเพื่อนคนนั้นแล้วเพิ่มความคิดแบบต่อยอดก็ได้หรือไอเดียใหม่ก็ได้ และทำเช่นนี้ไปจนกระดาษของตัวเองกลับมาที่ตัวเอง ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการที่ทำให้ได้ไอเดียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถแก้ปัญหาการประชุมที่ยืดเยื้อแล้วไม่ได้ผลลัพธ์อะไร
และในห้องได้ดูวิธีการทำงานของบริษัท IDEO ซึ่งเป็นบริษัทที่มีขั้นตอนการทำงานที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม และคติของบริษัทนี้คือ on focus , encourage wild idea,don’t criticize other , One man talk in a round.(เท่าที่จำได้ครับ)
สอนเรื่อง 6 thinking hat คือ ผู้ร่วมประชุมทุกคนต้องใส่หมวกทั้ง 6 แบบในการประชุมเพราะจะทำให้เราคิดเรื่องต่างๆได้ทุกแง่มุมมากยิ่งขึ้นเพราะบางคนอาจจะถูกนิสัย กรอบความรู้ ความรู้สึก และทัศนคติของตนเองต่อเรื่องนั้นปิดบังความคิดของเรา
- หมวกสีขาวคิดตามความเป็นจริง(Fact)
- หมวกสีดำคิดแต่แง่ร้าย มองทุกอย่างด้านลบ
- หมวกสีเหลืองคิดในทางสร้างสรรค์ คิดแต่สิ่งดีๆ
- หมวกสีแดงคิดแบบอารมณ์ คิดโดยใส่อารมณ์ลงไป
- หมวกสีเขียวคิดแบบนอกกรอบ คิดแบบสร้างสรรค์
- หมวกสีฟ้าเป็นคนควบคุมงาน คิดแบบเป็นระบบ
ทริปบาส 22-24 Aug 2551
จัดที่หาดทรายน้อย เขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชื่อที่พัก สีฟ้า เจ้าของชื่อป้าประไพ ป้าเจ้าของเป็นคนง่ายๆครับ พูดไรไปก็ เอ่อเอ่อ อย่างเดียว เหมือนว่าได้ทุกอย่าง ก็เริ่มออกเดินทาง จำนวนคน 82 คน รถทัวร์ 1 คัน รถตู้ 1 คัน ออกจากจุฬา เที่ยงคืนนิดหน่อยครับ แวะพักปั้มน้ำมัน 2 ครั้ง แถมจอดยิงกระต่ายข้างทางอีก 2 ที
ถึงที่พักประมาณตี 5 ครึ่ง ผมจองบ้านพักไว้สามหลังครับ แต่ป้าแกโทรมาบอกก่อนว่า ต้องเปลี่ยนบ้านหลังนึงเพราะน้องสาวไปรับแขก อีกเจ้าหนึ่งไว้ ผมก็บอกว่าได้ๆค่อยว่ากันตอนไปถึง พอถึงเท่านั้นแหละครับ ป้าแกชี้บ้านให้ดูว่าหลังไหนบ้าง กลายเป็นว่าถูกเปลี่ยนบ้านไปสองหลัง แต่ยังดีที่อยู่ละแวกเดียวกันจึงยอมๆป้าเขา แต่เรื่องราคาค่อยตกลงกันใหม่
เริ่มจัดแจงที่พักให้น้องๆ เพื่อน และพี่ๆนายช่าง จัดการเรียบร้อยก็จัดการอาหารเช้า คือคุยกับป้าประไพให้เขาจัดหาให้ เขาคิดหัวละ 40 บาท เป็นข้าวต้มหมูครับมื้อแรก ผมก็ไปนั่งเล่นคุยเล่นกับเพื่อนไปเรื่อยๆ นั่งเ่ล่นไพ่บ้าง และในทีุ่สุดก็แอบงีบหลับไป ตอนบ่ายสองเห็นจะได้ รู้ตัวอีกทีตื่นมาตอนห้าโมงเย็น น้องปี2 จัดกิจกรรมเกมต่างให้้น้องๆและพี่ๆเล่นกัน
ผมตื่นมาเจอป้าประไพอีกแล้วครับเลยคุยๆอะไรกับเขาหน่อยเรื่องของที่จะมาปิ้งย่างกันตอนกลางคืน แต่ที่แปลกใจนิดหน่อยคือทำไมมีน้องปี 1 อยู่ที่บ้านพัก แถมมีน้องป่วย ผมจึงอยู่เป็นเพื่อนน้องเขา พอน้องๆและพี่ทำกิจกรรมเสร็จกลับมาจากชายหาด มีน้องดวงดีคนนึงครับโดนแมงกะพรุนกัด เลยให้รถตู้พาไปโรงพยาบาล เป็นค่ายทหารธนะรัชต์ น้องผมเกิดอาการหายใจไม่ออกครับ
หน้าออกซีดๆหน่อยครับ สรุปครับหมอบอกว่าเขาเกิดโรค Panic ขึ้นคล้ายๆกับวิตกจริตอ่ะครับ ผมกับเพือนก็แอบขำๆ(555+) หลังจากนั้นก็กลับที่พัก และตอนกลางคืนก็บายศรีให้น้องๆ แล้วก็กินของปิ้งย่างตอนกลางคืน
ก็อยู่กันยันเช้าครับ แต่ผมก็ไ่ม่ไหวครับ ขอหลบไปเอาแรกตอนเกือบเช้าๆ ตื่นอีกที 10 โมง แล้วก็กินข้าวสายที่บ้านพัก และถ่ายรูปรวมที่ชายหาด ออกจากที่พักเกือบบ่ายสองครึ่ง
Creativity Class วันที่ 22 Aug 2551
อาจารย์ธงชัยสอนเรื่องการนำความรู้ ศาสตร์ และวัฒนธรรมจากสาขาวิชาต่างๆ มารวมกันเพื่อให้เกิดแนวความคิดใหม่ๆ หรือไอเดียที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยอาจารย์ให้จับกลุ่มกันเพื่อจับคู่ภาพว่าภาพใดใช้ศาสตร์จากเรื่องไหนเพื่อมาแก้ปัญหานั้นๆ เช่น นำยีนจากแมงมุมมาฉีดให้แกะ แล้วนำนมของแกะมาปั่น และนำมาทำเป็นถุงลมนิรภัย เป็นต้น และอาจารย์สอนท่าโยน juggling ใหม่ ท่าover the clock
แข่งขันบาสชั้นปี 22 Aug 2551
งานประจำชมรมบาสของวิศวะ จุฬาฯ คือแข่งขันแบบพบกันหมด 4 ชั้นปี ซึ่งการแข่งขันเป็นไปด้วยความกดดันและตื่นเต้นเพราะสูสีทุกคู่ครับ
ปี 1 ชนะ 1 ชนะปี 4
ปี 2 ชนะหมด
ปี 3 ชนะ 1 ชนะปี 1
ปี 4 ชนะ 1 ชนะปี 3
หลังจากเสร็จการแข่งขันก็พากันไปต่างจังหวัด หรือ ทริปบาสครับ
Calculus 1
รุ่นน้องปี 1 ที่ผมรู้จักได้ทำการถอนฟิสิกส์กันไปหลายคน เพื่อจะสู้กับวิชาที่เหลือ โดยเฉพาะ Calculus I น้องเขาขอให้ผมช่วยสอนให้ก็น้องหลายคนอยู่อ่ะครับ วันนี้ไปสอนน้องเขาครับ แอบงงเล็กน้อยว่าน้องเขาลืมเนื้อหาตอนสอบ A-net O-net หมดแล้ว อีกทั้งความรู้ก่อน midterm ก็ไม่ค่อยจะแน่นเท่าไหร่ครับ ผมเลยสอนน้องๆเขา ก็ไม่เคยคิดนะครับว่าอยู่ปี 4 แล้วต้องมาอ่าน Calculus I ใหม่ ก็ดูเป็นเรื่องน่าตลกดี แต่แปลกครับตอนนั้นจำได้ว่าต้องอ่านอยู่หลายรอบ แถมต้องให้คนติวกว่าจะเข้าใจในเนื้อหาต่างๆ แต่เดี๋ยวนี้อ่านแปปเดียวเท่านั้นแหละ สอนได้เป็นฉากๆ อีกทั้งส่วนตัวได้รับสอนพิเศษเด็กมัธยมต้นและมัธยมปลายอยู่แล้ว เลยสามารถสอนน้องๆได้ดีขึ้น แต่ก็นะครับเป็นห่วงน้องๆเหลือเกินไม่อยากให้ได้ F ตั้งแต่เทอม 1 ก็ต้องสู้ต่อไป เพราะนี้คือ วิศวะ จุฬาฯ
แจกใบปลิวงาน Education Select 2008
เป็นงานที่รุ่นพี่ที่รู้จัก(เรียกว่าเป็นผู้มีพระคุณจะดีกว่าครับ)ไหว้วานให้ช่วยแจกปลิวเกี่ยวกับงานนิทรรศการที่จะจัดขึ้น คืองาน Education Select 2008 ซึ่งจัดที่ central world โซน Eden ซึ่งชมรมของผมต้องไปช่วยกันแจกใบปลิวตามบันไดรถไฟฟ้าที่สยาม และไปหย่อนไปปลิวตามตึก แถวชิดลม พร้อมพงศ์ และราชดำริ ต้องติดต่อไปยังมหาวิทยาลัยที่พี่เขากำหนดเพื่อขอแปะโปสเตอร์และวางใบปลิว ณ ห้องกิจการนิสิตของแต่ละคณะของมหาลัย มหาลัยนึง 3-4 คณะ 5-7มหาลัย งานนี้ก็ค่อนข้างลำบากในการหาคนมาคอยแจกใบปลิวตามเวลาที่พี่เขากำหนดมาให้ มีสองเวลาคือ 11.00-13.00 และ 16.00-18.00 ทำตั้งแต่วันที่ 15-22 และมีค่าตอบแทนสำหรับงานนี้ครับ 5000 บาท ก็ทำให้ได้เรียนถึงการบริหารงาน และการขอร้องคนให้ไปช่วยทำงาน และรู้จักถึงนิสัยของเพื่อนและน้องบางคนได้ดียิ่งขึ้น
แต่ก็อยากขอขอบคุณเพื่อนและน้องๆทุกคนที่ช่วยให้งานนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี Thank you for you all.
especially >>>>Pong.
Creativity Class 15 Aug 2551
วันนี้อาจารย์ได้เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ 3 ท่าน
1. คุณพลศักดิ์ ปิยะทัต เป็นเจ้าของบริีษัท Alpine เป็นเจ้าของบริษัทที่ผลิตแผ่นกรองอากาศอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถลดการติดต่อของโรควัณโรค ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในและนอกประเทศ และท่านยังสอนให้คิดสิ่งแปลก ให้กล้าคิดอย่าไปกลัวว่าสิ่งที่คิดออกมาจะเป็นไอเดียไร้สาระ หรือคิดว่าถ้าดีก็ีมีคนคิดไปแล้ว หรือคน่างประเทศเก่งกว่าคนไทย อีกทั้งยังสอนเกี่ยวกับเรื่องของ google เพื่อให้คิดเป็นที่ 1 จากการsearch บนgoogle และยิ่งไปกว่านั้นยังท่านยังพูดถึงกลโกงของการทำธุรกิจอีกมากมายที่ท่านได้ประสบมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน
2. คุณพลชัย พันธุ์อำไพ เป็นวิศวกรนักประดิษฐ์ ที่มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย พยายามสร้างและประดิษฐ์สิ่งของที่แปลกใหม่ เช่น Sleep Alarm (สัญญาณเตือนหลับใน) โดยใช้การอ่านค่าจากการขยับพวงมาลัยและการเหยียบความเร่ง โดยศึกษาจากคนปกติว่าเวลาขับรถว่ามีพฤติกรรมการขับอย่างไร เวลาขับรถทั้งทางตรงและทางเลี้ยว อีกทั้งศึกษาไปถึงลักษณะการเหยียบคันเร่งขณะขับทางตรงและทางเลี้ยวด้วย และนำทั้งสองส่วนนี้ไปออกแบบเพื่อตั้งค่ามาตรฐานสำหรับเตือน เวลาที่คนขับหลับในได้
ประดิษฐ์กังหันลมแบบใหม่ที่รวมข้อดีของกังหันลมแบบเก่าทั้งสองแบบเข้าไว้ด้วยสามารถทำงานได้ทั้งความเร็วลมต่ำ และความเร็วลมสูงด้วย ง่ายต่อการติดตั้งอุปกรณ์ และคุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อผลิตไฟฟ้า
ออกแบบขั้นตอนการลงจอดของเครื่องบินที่เครื่องยนต์ดับ โดยออกแบบให้สลัดปีกของตัวเครื่องออกไป 1 ข้าง จะทำให้ตัวเครื่องบินหมุนรอบตัวเองสามารถลดความเร็วของตัวเครื่องได้ อีกทั้งยังลดระดับได้ช้าลงและเมื่อเข้าสู่ระยะที่เหมาะสมก็อาจจะใช้อุปกรณ์ไอ-พนที่ใต้ท้องเครื่องเพื่อลดความเร็วลงขณะใกล้พื้นดินเพื่อลดอัตราการสูญเสีย ซึ่งโครงการนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ของโครงการ โดย NASA อยู่ในขณะนี้
3. คุณศณพงษ์ ผู้ออกแบบเกมแนวสร้างสรรค์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนจุดประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เก่งกว่าผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบัน
ข้อคิดที่ได้จากการมาบรรยายของทั้งสามท่าน คือ แต่ละท่านที่มาพูดล้วนมีแนวความคิดที่เหมือนกันคือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆและมีจุดประสงค์ของตัวเองอย่างชัดเจน (มีความฝันของตัวเอง) และท่านแรกเป็นคนที่นำเสนอผลงานได้เก่งมากมีความสามารถในการพูดให้น่าเชื่อถือ และบรรยายให้เห็นถึงสรรพคุณของสินค้าของตน อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความศรัทธาในตัวเองอย่างมาก ผมรู้สึกชื่นชวนในความสามารถของท่านมาก ส่วนท่านที่สองมีความรู้มากครับ สามารถคิดสิ่งแปลกใหม่ที่ต้องอาศัยความรู้ในบางด้านลึกมากเพื่อจะประดิษฐ์ขึ้นมาได้ แต่ท่านไม่เก่งด้านการขายสินค้า และไม่มีการทำการตลาด ท่านต้องการหาทุนวิจัยของงานที่ท่านทำ และขายสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์ ท่านที่สาม ผมชื่นชมว่าท่านเป็นคนที่ต้องการอุทิศตนเพื่อทำให้เยาวชนไทยมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าคนรุ่นก่อน โดยการสร้างสรรค์องค์ความรู้ต่างๆในรูปแบบของเกมเพื่อให้เด็กสามารถเรียนได้อย่างรวดเร็ว
อัตชีวประวัติ
ผมชื่อ กรกฏ กมลเนตรพิสุทธิ์ อยู่ในท้องของ นาง พัชรี กมล-เนตรพิสุทธิ์ หรือแม่ของผม นาน 9 เดือน และคลอดด้วยวิธีการผ่าตัด ณ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2530 เป็นลูกชายคนที่สุดท้องของ ครอบครัว มีพี่ชาย 1 คน ซึ่งโตกว่าผม 3 ปี ทำให้เป็นเหตุให้ผมต้องใช้ของต่อจากพี่ชายผมเสมอๆ แอบน้อยใจเล็กน้อย แต่เริ่มชินแล้วในปัจจุบัน
ในช่วงที่ผมยังเป็นเด็กอ่อนอยู่นั้น คุณพ่อ และคุณแม่ จะออกไปทำงานทุกวัน หน้าที่ดูแลเลี้ยงดูผมจึงตกไปอยู่กับ ทางญาติของคุณแม่ และ พี่เลี้ยง แต่พี่เลี้ยงจะถูกญาติๆใช้ให้ทำอย่างอื่นมากกว่าที่จะได้เลี้ยงผม (ฟังจากญาติ และคุณแม่เล่ามาอีกทีครับ) เมื่อโตพอที่จะเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลได้ ได้เข้ารับการศึกษาที่ อนุบาลจันทร์เจ้า เช่นเดียวกับพี่ชาย ซึ่งพี่ชายเป็นรุ่นแรก ผมเป็นรุ่นที่ 4 ผลการเรียนก็ไม่ค่อยจะดีนัก อยู่ระดับกลางๆของชั้นเรียน และที่โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมเกิดขึ้นกับตัวผม คือ วันนั้นปวดท้องมาก มากจนอุจจาระกลางห้องเรียน ขนาดตอนนั้นเป็นเด็กยังจำได้เลยว่าอายเพื่อนๆ อาจารย์ และพี่ที่ดูแลมากๆ เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมสำหรับผมจริงๆ
หลังจากจบจากอนุบาลจันทร์เจ้า ผมต้องหาที่เรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่พาผมไปสอบอยู่หลายที่ เช่น โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนสาธิตจุฬาฯฝ่ายประถม ซึ่งโรงเรียนที่กล่าวมาข้างตน สอบไม่ติดสักที่เดียว จึงไปสอบโรงเรียนเซนต์ดอมินิก ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เป็นทางผ่านจากบ้านไปยังที่ทำงานของคุณแม่ (ลืมบอกไปว่า บ้านผมอยู่ ถนนจันทน์ แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ซึ่งใกล้กับสามโรงเรียนแรกที่ไปสอบ) ในที่สุดครับก็มีโรงเรียนที่ผมสอบติด คือโรงเรียนเซนต์ดอมินิกนี้เอง ผ่านข้อเขียนครับ ต้องมีสอบสัมภาษณ์ต่อ ต้องไปสัมภาษณ์กับ อธิการโรงเรียน ก็ไม่มีอะไรมากครับ พูดคุยกับปกติ ท่านอธิการก็เปิดโอกาสให้สักถามว่าไม่ชอบสิ่งใดในโรงเรียน ผมจึงถามไปว่า เขามาเรียนที่โรงเรียนนี้ไม่ต้องตัดผมสั้นได้ไหม (ห่วงหน้าตาตั้งแต่ยังเด็ก) หลังจากนั้น ได้เขารับการศึกษาที่โรงเรียนนี้ ตั้งแต่ชั้น ป.1 – ม.3 ได้รับเกียวติบัตรเรียนดีทุกปีครับ(ต้องได้ เปอร์เซ็นต์เฉลี่ย 85 ขึ้นไป) ได้มาแบบโชคช่วยบ้างครับ และอาจารย์และเพื่อนๆเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องมาตลอด ยกเว้น ตอน ม.2 กับ ม.3 ครับ ตอนช่วงประถมชอบเล่นกีฬาเทเบิ้ลเทนนิสครับ เล่นได้ดีพอสมควร ไปซ้อมเพื่อเป็นนักกีฬาโรงเรียน ช่วงมัธยมต้น ได้ออกไปแข่งรายการกรุงเทพมหานคร และ รายการกรมพลศึกษา ตกรอบแรกตลอดเลยครับ คนอื่นที่มาแข่งด้วยเก่งกว่าผมมากเลยครับ สิ่งผมเคยได้รับเกียติบัตรประพฤติดีด้วยครับ 1 ครั้ง ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่เหลือเค้าว่าเคยเป็นเด็กเรียบร้อยมาก่อน
ตอนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทางคุณพ่อและคุณแม่ ให้ผมไปสอบเข้าโรงเรียนสาธิตปทุมวันฯ ตอนนั้นผมไม่อยากย้ายโรงเรียนครับ ยังอยากอยู่กับเพื่อนๆที่โรงเรียนเก่า และคิดว่าช่วงมัธยมปลายต้องย้ายโรงเรียนอยู่แล้ว จึงไปสอบให้ผู้ปกครองสบายใจ ก็ตั้งใจทำนะครับ แต่ผลออกมาไม่ดีสักเท่าไหร่ หลุดจากอันดับสุดท้ายที่โรงเรียนรับไปไกลมากๆเลยครับ แต่ก็ไม่ได้เสียใจอะไรมากครับ คือจริงๆผมก็อยากสอบติดนะครับ อยากให้ไม่ติดเพราะเป็นการสละสิทธิ์จะดีกว่า เป็นแบบนี้รู้สึกเหมือนเกิดข้อผิดพลาดในชีวิตขึ้น แต่ก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป
หลังจากจบมัธยมต้นที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก ผมไปสอบเพื่อเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียม-อุดมศึกษา มีการแข่งขันสูงพอสมควรเลยครับ ต้องไปเรียนพิเศษเพื่อติวเข้มให้สามารถทำข้อสอบเข้าโรงเรียนให้ได้ แต่นิสัยโดดเรียนโผล่ออกมาแล้วครับ โดดเรียนเยอะมากครับ อ่านหนังสือก็น้อย ต้องใช้บุญเก่าจากตอนที่เรียนที่โรงเรียนมาช่วย ทำให้ผมสามารถผ่านไปได้ด้วยดีครับ ติดอันดับที่ 515 จากที่โรงเรียนรับ 720 คน(โดยประมาณ) ตอนที่สมัครเพื่อเข้าเรียน มีสายจำนวนมากมายให้เลือกเรียนเลยครับ แอบสับสนว่าจะเลือกแบบไหนดี แต่ไม่ต้องคิดมากครับ เลือกสายวิทย์ เลยละกันเพราะสามารถเลือก เอนทรานต์ได้ทุกคณะ หลังจากเลือกสายแล้วยังมีแบ่งชนิดอีกครับ ว่าเป็นวิทย์แบบไหน มีตั้งแต่ คอมพิวเตอร์ , บริหาร, คุณภาพชิวิต, วิทย์ประยุกต์, เยอรมัน, ฝรั่งเศส และ ญี่ปุ่น เพื่อนสนิทผมเลือกให้เลยครับ และโชคช่วยมากครับ ตอนที่เข้าไปเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้อยู่ห้องเดียวกับเพื่อนสนิทคนนี้ครับ ช่วงแรกๆที่เข้าไปเรียนก็ปรับตัวไม่ค่อยได้ครับ รู้สึกว่าคนอื่นๆไม่น่าคบเลย รู้สึกถึงความไม่จริงใจ แต่ พอเวลาผ่านไปครึ่งเทอมครับ เริ่มมีเพื่อนในห้องมากขึ้น จากที่ตอนแรกคุยกับเพื่อนสนิทแค่สองคน อ่อผมลืมบอกไปครับว่า ผมมีเพื่อนกับรุ่นพี่ในโรงเรียนเยอะมากครับ เพราะผมมีโอกาสได้รู้จักกับพวกพี่ และเพื่อนก่อนที่จะสอบเข้า โรงเรียนนี้ในแต่ล่ะเทอมมีการสอบสามครั้งครับ แบ่งเป็น สอบ formative , สอบกลางภาค และสอบปลายภาค ผลการสอบ formative กับกลางภาคออกมาครับ แทบจะเป็นลมครับ ผลสอบ formative ผมได้ที่รองโหลครับ พอมารวมกับ กลางภาคได้ที่ 5 ครับ จากท้ายห้อง คือเป็นค่านิยมของโรงเรียนนี้สายวิทย์คอมครับ ต้องจัดอันดับมาดูและเทียบกัน ตอนนั้นเองรู้สึกตัวได้ว่าต้องขยันอ่านหนังสือแล้วครับ สุดท้ายผมสอบปลายภาค ทำออกมาได้ดีพอสมควรครับแต่ก็ต้องลุ้นเกรด เพราะผลสอบสองอันแรกนี้แย่มากๆ แต่ผมได้ครับ 4.00 ได้วิชาชีวะ 80 พอดีครับ ดวงดีมากๆ ม.4 เทอมสอง ผมได้ 4.00 อีกครับ พอขึ้นชั้น ม.5 มีการเปลี่ยนห้องโยกย้าย แบ่งห้องตามเกรดครับ สายวิทย์มีทั้งหมด 6 ห้องครับ แต่มีห้อง king ถึง 3 ห้อง ผมก็ได้อยู่ 1 ใน 3 ห้องนี้เช่นกัน รวมแต่คนเก่งๆไว้ครับ รู้สึกออร่าความเก่งของเพื่อนได้เลย แต่จบ ม.5 ผมยังได้ 4.00 อยู่ครับ ม.6 จึงได้อยู่ห้อง king อยู่ แต่ทางโรงเรียนก็จะเลือกเด็กเข้าแต่ละห้องใหม่ให้เจอเพื่อนกลุ่มอื่น พอขึ้น ม.6 มาครับ วันแรกๆ เพื่อนก็มาเรียนกันเต็มห้องนะครับ พอผ่านไปสองอาทิตย์คนเรียนในห้องเหลือแค่ครึ่งเดียวครับ เขาไม่มาโรงเรียนกัน เขาเลือกที่จะอ่านหนังสือ กับเรียนพิเศษกันเอาเองครับ ซึ่งผลที่เข้าทำแบบนั้นก็ออกมาดีครับ คะแนนเอนทรานต์ครั้งที่ 1 สูงมาก ส่วนของผมมาเร่งอ่านเอนทรานต์ ช่วง 2 อาทิตย์ก่อนสอบ อ่าน 7 วิชาเพื่อสอบเข้าแพทย์(มีเพื่อนมาชักจูง) ปวดหัวมากครับ ตอนสอบจึงทำให้คะแนนออกมาแย่มาก แต่ยังพอติดวิศวกรรมศาสตร์ จุฬา ฯอยู่ แต่ก็ต้องลุ้นบ้าง รุ่นของผมยังมีการเอนทรานต์สองรอบ อยู่ ทำให้มีโอกาสแก้ตัวในครั้งต่อไปครับ หลังจากสอบครั้งแรกผ่านไป 1 เดือน ผมเริ่มอ่านหนังสือครับ เพราะไม่อยากพลาดเหมือนครั้งแรกอีกครับ ผลการสอบครั้งที่ 2 คะแนนที่ได้ออกมาเยอะขึ้นพอสมควรเลยครับ สามารถเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์
ชีวิตมัธยมได้จบไปแล้วครับ ก็เหลือแต่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ใกล้จะหมดแล้วเช่นกัน พูดถึงตอนอยู่ ปี 1 เข้าไปเจอแต่สิ่งใหม่ๆครับ เพื่อนชวนไปซ้อมบาสครับ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ลืมแน่นอนครับ ไม่เคยซ้อมกีฬาบาสเกตบอลมาก่อนนะครับ แต่รู้สึกได้ว่าคนอื่นต้องไม่ซ้อมหนักเท่านี้แน่ๆชมรมบาส ของวิศวะ นี้โหดจริงๆ มีคนซ้อมด้วยกันประมาณ 20 คนครับ หลังซ้อมในแต่ละวันเหนื่อยจนพูดคุยกับเพื่อนไม่ไหวครับ แต่ซ้อมเสร็จทุกครั้งพี่ๆจะพาไปเลี้ยงข้าวทุกครั้ง เป็นชมรมที่ใหญ่แต่ก็สนิทสนมกันมากครับ รู้สึกดีมากๆ ที่ได้เข้ามาอยู่ในชมรมนี้ และคณะนี้ แต่เรื่องเรียนเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากครับ ไม่เคยคิดว่าต้องขยันขนาดนี้ เทียบไม่ได้กับตอนเอนทรานต์เลยครับ ที่นี้ต้องขยันกว่าถึงจะได้เกรดที่ต้องการ
ผมจบปี 1 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.21 ครับ พอเข้าภาคคอมพิวเตอร์เท่านั้นละครับ รู้จักเลยครับ ว่าถ้าไม่ชอบอะไรแล้วจะได้ไม่ดี ผมไม่ชอบวิชาเลยสักตัวเดียวครับ ทำให้ไม่มีกำลังใจจะเรียนเลยครับ อีกทั้งประสบปัญหาทางบ้านด้วย คุณพ่อเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน เสียที่โรงพยาบาลสมิติเวชครับ ผมไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณพ่อเลย เพราะตอนที่ผมไปถึงคุณพ่ออยู่ในห้องไอซียูอยู่ และหมดสติไปแล้ว หรือกึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะฟังคำสั่งเสียหรือว่าพูดคุยกัน เป็นเรื่องที่สะเทือนใจมากๆ ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเลยว่าคุณพ่อเป็นโรคหัวใจ ผมก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีผลขนาดไหนเกรดผมถ้าคิดแต่วิชาคณะดิ่งเหวเลยครับ แต่ละเทอมอย่างมากก็ 2.5 ทำให้ตอนนี้หมดโอกาสลุ้นเกียรตินิยมไปแล้ว รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ล้มเหลวมากๆในชีวิต แต่อาจจะเป็นเพราะไม่ชอบด้วยก็เลยไม่ตั้งใจเรียน อีกทั้งผมคงเอาแต่เล่นกีฬาด้วย จึงไม่มีเวลาทบทวนบทเรียน แต่ผมก็ได้ประโยชน์ในเรื่องอื่นเช่น ตอนอยู่ปี 3 ชมรมบาสของผม ต้องซ้อมบาสให้น้องเฟรชชี่ที่เข้ามาใหม่ครับ ซึ่งเพื่อนในรุ่นผมให้ผมเป็นคนทำทีม จึงใช้โอกาสในครั้งนี้ ฝึกการพูดกับ คนหลายๆแบบ การอ่านคน และ การใช้จิตวิทยาในด้านต่างๆ ซึ่งผมก็ได้รับประสบการร์ดีๆหลายอย่าง แต่สุดท้ายตอนนี้คงต้องหาลู่ทางไว้ ว่าจะทำอย่างไรหากจบจากคณะนี้ไปแล้ว
Role Model
RoleModel:ด้านความช่างคิดช่างสงสัย ไม่ปล่อยให้ปัญหาผ่านไปโดยไม่วิเคราะห์
SirIsaacNewton
เป็นผู้คนพบแรงโน้มถ่วงของโลกซึ่งท่านค้นพบโดยบังเอิญ
นั่งใต้ต้นแอปเปิ้ลแล้วลูกแอปเปิ้ลหล่นใส่บนหัวจากนั้น
ท่านก็เกิดไอเดียขึ้นว่าโลกเรานี้มีแรงโน้มถ่วงอยู่ซึ่งจากการ
ที่ท่านเป็นผู้ที่มีความช่างสังเกตอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้
สิ่งเล็กๆน้อยๆ หลุดไปจากความคิดผมจึงอยากให้ท่าน
เป็นแบบอย่างของคนที่มีความช่างสังเกต ช่างคิด
ช่างสงสัยอีกทั้งยังคิด
หลักการกลศาสตร์ ที่เรารู้จักในชื่อ กฎของนิวตัน 3 ข้อ
คือ1.วัตถุไม่มีแรงภายนอกมากระทำหรือแรงลัพธ์ที่มาทำ
ต่อวัตถุเป็น0หรือวัตถุไม่ความเร่งนั้นเอง
2.แรงลัพธ์ที่มากระทำต่อวัตถุไม่เป็น0ซึ่งเป็นผลทำให้
วัตถุมีความเร่ง
และ3.action=reaction จากกฎทั้งสามข้อข้างต้นเป็นการวางรากฐานของกลศาสตร์ดั้งเดิม
RoleModel::ด้านอุปกรณ์และความคิดสร้างสรรค์
Doraemon<!–[if gte vml 1]> <![endif]–><!–[if !vml]–> 
เป็นตัวละครในการ์ตูนที่ถูกส่งมาจากโลกอนาคตเพื่อคอย
ช่วยเหลือโนบิตะอยู่เสมอเพราะในเรื่องโนบิตะเป็นตัวละคร
ที่ไม่มีความสามารถในด้านอะไรเลย และถูกเพื่อนๆรังแก
อยู่บ่อยครั้ง จึงไปร้องขอควมช่วยเหลือจาก doraemon
อยู่เสมอซึ่ง ตรงจุดนี้เองที่ชี้ให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์
และอุปกรณ์ที่ยังไม่มีในปัจจุบันซึ่งแหวกแนวไปอย่างมาก
อาทิเช่น ไฟฉายย่อส่วน , ตู้ฝากเงินอัติโนมัติซึ่งให้ดอกเบี้ย
เร็วมาก, time machine และ คอปเตอร์ไม้ไผ่ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ที่Doreamonนำออกมาช่วยเหลือ
โนบิตะนั้นอยู่นอกเหนือจินตการอยู่มากเพราะยังไม่เคยพบ
หรือได้ยินถึงไอเดีย ที่จะมาเป็นอุปกรณ์เช่นนี้ เพราะฉะนั้น
เรื่อง doraemon แสดงให้เห็นถึงไอเดียความคิดสร้างรรค์ และอุปกรณ์ล้ำยุคต่างๆ
RoleModel::ความสามารถด้านกีฬาบาสเกตบอล
<!–[if gte vml 1]> <![endif]–><!–[if !vml]–>
<!–[if gte vml 1]> <![endif]–><!–[if !vml]–>
Michael Jordan เป็นนักกีฬาที่จัดได้ว่าเป็นตำนานในวงการบาสเกตบอลพา
ทีม Chicago Bulls คว้าแชมป์ NBA หลายสมัยติดต่อกัน
(3 สมัยติดต่อกัน)อีกทั้งยังเป็น MVP(most valuable person
หรือ ผู้เล่นทรงคุณค่า) 3 ครั้งติดต่อกันด้วย ซึ่ง Jordan เป็นผู้เล่นในตำแหน่ง Shooting Guards เป็น หน่วยทำแต้ม
ให้กับทีม และเป็นสร้างตำนานของคำว่า air walk คือ การที่โดดจากเส้นยิงโทษมา dunk ที่ห่วงโดยไม่ตกลงพื้น พร้อมกับทำท่าคล้ายกับการเดินในอากาศ ซึ่งในยุคนั้น Jordan ถือว่าเป็นบุคคลที่โดดสูงที่สุดในวงการ และการเล่นของเขาหาคนมาเปรียบได้ยากมาก
จากส่วนสูง1.98mและมีความคล่องตัวสูงมากทำให้เป็น
ผู้เล่นที่ไม่มีใครจับอยู่ อีกทั้งความแม่นจากการชู้ต
ทำให้เขาสามารถพาทีม Chicago Bulls
ได้แชมป์NBAติดต่อกันถึงสามสมัยแต่เขาก็ต้องหยุดการ
เล่นบาสของเขาไปเนื่องจาก
อาการบาดเจ็บที่หัวเข่า แต่หลังจากที่เขารับการรักษาหัวเข่าแล้ว เขากลับมาเล่นอีกครั้งแต่ด้วยอายุที่มากขึ้นและสภาพร่างกายที่
ไม่เอื้ออำนวยทำให้เขาไม่กล้าทำในสิ่งเคยทำได้ในอดีตอาจจะ
เป็นเพราะความกลัวว่าจะเจ็บอีกครั้งทำให้เขาเล่นได้ไม่ดีเท่าเดิม
แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องคอยป้องกันเขา ก็ต้องระวังเป็นอย่างมากอยู่ดีซึ่งผมประทับใจในความสามารถทั้ง
ทางร่างกาย และเทคนิคการเล่นบาสของเขาอย่างมาก
-
คลังเก็บ
- กุมภาพันธ์ 2009 (10)
- มกราคม 2009 (10)
- ธันวาคม 2008 (10)
- พฤศจิกายน 2008 (13)
- ตุลาคม 2008 (2)
- กันยายน 2008 (10)
- สิงหาคม 2008 (16)
- กรกฎาคม 2008 (10)
-
หมวดหมู่
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS



