Korntania’s Weblog

Just another WordPress.com weblog

RFC วิชา Hack Your Mind

RFC วิชา Hack Your Mind

•1.      ท่านชอบการบรรยายของวิทยากรรับเชิญท่านใดมากที่สุด โปรดให้เหตุผล

ตอบ ชอบของอาจารย์ขวัญนภา ชูแสงเรื่อง millionaire mind มากที่สุด เพราะทำให้ผมทราบว่าหลักการของการที่ทำอย่างไรให้ตัวเองมีในสิ่งที่อยากมีนั้น ต้องรู้จักเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน และต้องทำสิ่งนั้นให้เป็นนิสัยของตนเองจริงๆ และทำให้ทราบถึงวิธีการใช้กล่อง 6 ใบ ในเบื้องต้น ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าสิ่งใดขาดไปในการใช้เงินของผม

•2.      ท่านชอบเนื้อหาการบรรยายของ อาจารย์ธงชัย เรื่องใดมากที่สุด โปรดให้เหตุผล

ตอบ เรื่องผู้นำสี่ทิศ เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่ารู้จักตัวเองน้อยมาก อยากรู้จักตัวเองให้มากกว่านี้ ให้รู้ถึงว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนแบบใดกันแน่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตอย่างมาก ยิ่งเรารู้จักตัวเองเร็วเท่าไหร่เราก็จะพบกับแสงสว่างในชีวิตเร็วเท่านั้น และเรื่องผู้นำสี่ทิศก็เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากทำให้เรารู้จักตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

•3.      โปรดเลือกสามหัวข้อ ที่ท่านต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือสนใจเป็นพิเศษ โดยเรียงลำดับจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด และให้เหตุผลประกอบ

ตอบ EE มากที่สุด เพราะในยุคปัจจุบันเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารแล้วความรู้ความสามารถหรือ IQ ไม่น่าจะมีความแตกต่างกันมาก อีกทั้ง EQ ก็เข้ามามีบทบาทอย่างมากในวงการต่างๆ แต่ที่สำคัญจริงๆแล้วนั้น งานในปัจจุบันต้องทำงานเป็นทีมเราควรรู้จักใช้อารมณ์ให้ถูกวิธี ถูกสถานการณ์ อีกทั้งต้องมีความเข้าใจคนอื่นเป็นอย่างดีด้วยถึงจะประสบความสำเร็จได้

        การบริหารการเงินส่วนบุคคล เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่อยากจะรวยในอนาคต แต่ผมก็มีข้อเสียในการใช้เงินอย่างมาก แทบไม่มีเงินเก็บเลยในแต่ล่ะเดือนจึงอยากพัฒนาตนเองในด้านนี้

        การพัฒนาความจำ เป็นอันดับสาม เพราะความจำก็เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต เพราะคนเราอยู่ได้ด้วยความทรงจำต่างๆ ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีประกอบกัน เก็บไว้เป็นประสบการณ์ทำให้ต่อไปไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบใด หากเคยเจอมากแล้วจะสามารถรับมือได้อย่างดีหากเราจำเหตุการณ์นั้นได้ อีกทั้งความร้มีอยู่อย่างมากมายหากเราสามารถจำสิ่งต่างๆได้มากขึ้นก็จะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่รู้เรื่องนั้น

•4.      ท่านได้นำสิ่งที่ได้จากการเรียนวิชานี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง

ตอบ ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากวิชานี้ครับไม่ว่าจะเป็นการสร้าง affirmation การสร้างนิสัยแบบคนรวย วิธีที่ทำให้รู้จักตนเองมากขึ้น อีกทั้งประสบการณ์ต่างๆอีกมากมาย ซึ่งตอนนี้ผมเป็นพี่ปี 4 แล้ว และกำลังจะจบจากรั้วของมหาวิทยาลัย เป็นประโยชน์อย่างมากเพราะผมสามารถเอาเรื่องที่เรียนมาใช้ในการเล่นกีฬาคิดว่าทุกสิ่งที่ทำเป็นไปได้ ผลจึงออกมาดีขึ้น และผมได้มีโอกาสเอาความรู้ไปถ่ายทอดให้รุ่นน้องฟังบ้าง สอนน้องบ้าง เพื่อให้น้องที่ไม่ได้เรียนคลาสนี้ได้เรียนรู้ในสิ่งแปลกใหม่ และเป็นประโยชน์ต่อตัวเขา และผมสามารถปรับอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้นเพราะต้องทำงานกับคนจำนวนมากซึ่งแต่ล่ะคนก็มีความต้องการไม่เหมือนกันอีกทั้งยังมีความรู้สึกหรืออารมณ์ต่างกันอย่างมาก จากคลาสนี้ทำให้ผมรู้จักพวกเขาดีขึ้นและรับมือได้ง่ายยิ่งขึ้น

•5.      ท่านคิดว่าควรมีการสอบทักษะของเล่นที่ใช้ความคล่องแคล่วของมือหรือไม่ ให้เหตุผลประกอบ

ตอบ มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ เพราะจากตัวเนื้อหาของวิชาแล้วนั้น น่าจะมีความเกี่ยวข้องด้วยน้อย แต่ก็มีความสร้างสรรค์ที่ อยากให้นิสิตได้ลองอะไรที่แปลกใหม่และฝึกติดตัวไป ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ลำบากมากมายแต่อย่างใด

•6.      ท่านต้องการให้เชิญวิทยากรด้านใดมาบรรยายเพิ่มเติม โปรดเสนอชื่อวิทยากรหรือเนื้อหาที่ต้องการ

ตอบ Strategy of Marketing เพราะผมมีโอกาสได้เรียนวิชาเลือกหลักการการตลาดทำให้ผมเห็นวิสัยทัศน์ใหม่ขึ้น และมีความคิดว่าทางด้านการตลาดนั้นต้องเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งอีกทั้งต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบแผนการตลาดออกมาเพื่อให้ลูกค้าสนใจ จึงคิดว่าเป็นการเปิดมุมมองอีกด้านให้กับผู้ที่ได้เข้าเรียนในคลาส

•7.      นิสิตมีความรู้สึกอย่างไรกับวิชานี้ โปรดอธิบาย

ตอบ รู้สึกดีมากครับที่ได้เรียนวิชานี้เป็นวิชา approve ของภาค เพราะเป็นการสร้างคนให้มีความคิดที่มากกว่าการที่ต้องเขียนโปรแกรม หรือศึกษา algorithm ต่างๆ เพราะในยุคนี้ เราทำงานในกลุ่มคนจำนวนมากต้องรู้มากกว่าความรู้ที่มีของภาคคอมพิวเตอร์ วิชานี้สอนให้เรารู้จักตนเองมากยิ่งขึ้น และเข้าใจคนอื่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีสำหรับการทำงานในอนาคต

กุมภาพันธ์ 24, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | Creativity + Hack Your Mind, Hack your Mind | | No Comments Yet

Kobe Bryant 81 points

ขอย้อนอดีตกันสักหน่อยนะครับ การแข่งขัน NBA ระหว่าง TORONTO VS LAKERS ซึ่งKobe Bryant คนเดียวสามารถทำไปถึง 81 แต้ม ซึ่งผมเพิ่งจะเคยเห็นการทำคะแนนมากขนาดนี้มาก่อนใน NBA แต่พอศึกษาจริงๆ แล้วจะเห็นว่ามีคนที่ทำได้มากกว่านี้มาแล้ว แต่การทำคะแนนได้ระดับนี้ในยุคปัจจุบันก็ถือว่าสูงมากแล้วครับ จึงจะขอเอา clip video มาให้ดูกัน

 

http://www.youtube.com/watch?v=SNlq1jXzSw8

กุมภาพันธ์ 24, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | Creativity + Hack Your Mind, Hack your Mind | | No Comments Yet

ปัจจัยพื้นฐานของราคาทองคำ

แปลกใจกันบ้างหรือไม่ว่า ทำไมนักวิเคราะห์จึงเชื่ออย่างหัวปักหัวปำว่า ทองคำจะขึ้นไปถึง 2000 เหรียญ หรือกว่านั้น ถ้าได้อ่านบทที่ 1 ถึงความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลล่าร์แล้ว คงพอจะเข้าใจกันบ้างแล้วว่า ทองคำคงไม่ลดมูลค่าง่ายๆ ตราบเท่าที่สหรัฐยังคงพิมพ์แบงค์ออกมาใช้เองไม่หยุด
เมื่อปี 2006 World Gold Council ได้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับราคาทองคำ ได้พบว่า
- ระยะยาว ราคาทองคำมีสัดส่วนความสัมพันธ์แบบ 1:1 กับเงินเฟ้อของสหรัฐ
- ราคาทองคำ ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับเงินเฟ้อในส่วนอื่นๆของโลก
- ความเบี่ยงเบนจากปัจจัยอื่น เช่น การเมือง ความเสี่ยงทางการเงิน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อาจจะกินเวลาสั้นๆหรือเป็นปี แต่สุดท้าย ก็จะกลับมาอยู่ที่ความสัมพันธ์หลัก คือเงินเฟ้อสหรัฐเท่านั้น
หมายความว่า หากเงินเฟ้อสหรัฐขยับ 1% ราคาทองคำจะขยับ 1% ด้วยนั้นแหละครับ และนั่นคือที่มา ที่นักวิเคราะห์ทั้งหลาย ทำนายว่า ทองคำมันจะไป 2000 เหรียญ หรือกว่านั้น เพราะเทียบจากอดีตเมื่อครั้งลอยแพมูลค่าทองคำจนถึงปัจจุบัน ทองคำมันควรจะพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว

 แล้วจริงหรือเปล่า? ทำไมสิ่งที่เห็นอยู่ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเงินเฟ้อเท่าไหร่เลย เห็นทองคำวิ่งตามดอลล่าร์บ้าง น้ำมันบ้าง จนเวียนหัวไปหมด งานวิจัยมันบอกชัดครับ ว่าความเบี่ยงเบนไม่เกี่ยว สุดท้ายเมื่อปัจจัยที่ทำให้ราคาเบี่ยงเบนนั้นจบลง มันก็จะกลับเข้ามาหาความเป็นจริง เพียงแต่ว่า ในมุมมองการลงทุนของเรา กลับต้องมาศึกษาไอ้ปัจจัยเบี่ยงเบนพวกนี้ เพราะคือตัวแปรสำคัญ ตราบเท่าที่ราคาทองคำ มันยังไม่เข้าหาความจริง ที่ 2000 เหรียญกว่าๆโน่น และการที่อเมริกาในช่วงนี้ เร่งพิมพ์แบงค์อย่างไม่เกรงอกเกรงใจประชาคมโลก ทำให้มีการคำนวณและป่าวประกาศราคาทองคำ 5000 เหรียญแทนซะแล้ว

ปัจจัยเบี่ยงเบนราคาทองคำที่เราต้องรู้
ใครๆก็พูดว่า ราคาทองคำมาจากปัจจัยคือดีมานด์การใช้งานจริง กับดีมานด์การลงทุน แต่นั่นมันปัจจัยพื้นฐานจริงๆ ที่ไม่มีมือมืดมาเกี่ยวข้องครับ คุณแปลกใจมั๊ยล่ะ ว่าทำไมราคาทองคำมันยังอยู่ห่างจากความเป็นจริงมากขนาดนั้น ใครพอจำได้ ทองคำ เคยโดนกดราคาลงถึงแค่ 256 เหรียญในปี 1999

the Central Bank Gold Agreement – CBGA
นั่นเป็นเพราะมีภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้น เพราะทองคำถือเป็นศัตรูตัวฉกาจกับระบบการเงิน นวัตกรรมใหม่ของสหรัฐ ความร่วมมือกันของเหล่าธนาคารกลางที่รวมหัว ประชุมกันที่กรุงวอชิงตันจึงเกิดขึ้น หัวเรือใหญ่ไม่ใช่ใครที่ไหน คือสหรัฐกับอังกฤษนั่นแหละ ข้อตกลงร่วมกันที่ออกมารู้จักกันในชื่อ the Central Bank Gold Agreement – CBGA นั่นเอง
ในปี 1999 นับเป็นจุดเริ่มต้นของข้อตกลงที่ว่า โดยธนาคารต่างๆมีโควตาในการขายทองคำไม่เกิน 400 ตัน ระหว่างปี 1999-2004 และข้อตกลงฉบับที่ 2 กำหนดไว้ที่ 500 ตันต่อปี ระหว่างปี 2004-2009

ราคาทองคำลดลงต่ำสุดในช่วงปี 1999 จากการที่อังกฤษ โดยนายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ ตัดสินใจขายทองคำออกมามากกว่าครึ่งหนึ่งของทองคำสำรองที่มีในคลัง นัยว่า เลิกใช้ทองคำเป็นทุนสำรอง ยกเลิกบทบาททองคำในฐานะทุนสำรอง ว่างั้น ทำให้ราคาทองคำรูดลงอย่างรวดเร็วจาก 300 กว่าเหรียญ เหลือ 250 กว่าเหรียญ
หลายปีต่อมา จากการกระทำอย่างต่อเนื่อง ตามข้อตกลง CGBA ทำให้ราคาทองคำซึมอยู่หลายปี แต่ความพยายามดังกล่าว มันเป็นการฝืนความจริง ในที่สุด ทองคำก็กลับมาทวงสิทธิ์ของตัวเองคืน

The Manipulation Of The Gold Market
เหล่าธนาคารกลางนำโดยสหรัฐ มีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่ค่อยลับเท่าไหร่ เข้ามาดูแลราคาทองคำ ผ่านการซื้อขายทำธุรกรรมในตลาดทองคำ เหมือนอย่างพวกกองทุนเฮดฟันด์ทั้งหลายทำนั่นแหละ แต่วัตถุประสงค์ต่างจากเฮดฟันด์ คือไม่ได้เข้ามาหากำไร แต่เข้ามาควบคุมราคา ไม่ให้พุ่งเข้าหาราคาจริงตามเงินเฟ้อเร็วเกินไป ซึ่งเรียกว่า The Manipulation Of The Gold Market พวกนี้แหละที่เราต้องแหยงในการลงทุนทองคำ เพราะจะเข้ามาทำลายอารมณ์กระทิงในตลาดทองคำเป็นระยะ ตามแต่อารมณ์มัน 555
The Gold Anti-Trust Action Committee – GATA

ทางฝั่งผู้บริโภค ก็มีการตั้งองค์กรขึ้นมาในปี 1999 เช่นเดียวกันครับ เรียกว่า The Gold Anti-Trust Action Committee – GATA เพื่อสนับสนุนและรับหน้าที่ต่อต้านการกระทำที่ไม่ถูกต้องเพื่อการครอบงำตลาดทองคำ ไม่ให้กำหนดราคาและทิศทางตลาดตามอำเภอใจ
ดีมานด์การใช้งานจริง
ในแง่การลงทุนของพวกเรา จะหันกลับมาดูปัจจัยนี้ เมื่อราคามันหล่นลงมาหลังการปั่นขึ้นไปสูงๆแล้ว หรือเรียกว่า การปรับฐานใหญ่นั่นแหละ ปกติ ทุกปีจะมี 1 รอบ เรียกว่าเป็นวัฏจักรของราคาทองคำครับ โดยมีช่วงเวลาขาลงอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนโดยประมาณ ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของฝรั่ง รวมถึงดีมานด์จากขาใหญ่อย่างอินเดีย ซึ่งเป็นชาติที่คลั่งใคล้ทองคำมากที่สุด ลดลงในช่วงนี้ ขณะที่ช่วงเดือนที่ราคาทองคำเป็นขาขึ้น จะเป็นช่วงราวเดือนตุลาคมไปจนถึงราวปลายเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกต่างก็ซื้อทองเพื่อใช้งานจริงทั้งนั้น
ช่วงการปรับฐานใหญ่ที่ว่านั้น ราคาจะหล่นลงมาจนกว่าผู้ซื้อทองคำเพื่อการใช้งานจริงๆจะพอใจและมีแรงซื้อกลับเข้ามามาก พวกนักลงทุนจึงจะมั่นใจ และไล่ราคาขึ้นไปเล่นกันที่สูงๆต่อ เท่ากับว่า ดีมานด์การใช้งานจริงนี้ คือตัวกำหนดราคาฐานที่แข็งแกร่งนั่นเอง
5 ปีที่ผ่านมา ราคาก็ขยับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะความไม่สมดุลระหว่างซัพพลายและดีมานด์ครับ
- ผลผลิตจากเหมืองที่ลดลงเรื่อยๆ แหล่งผลิตเก่ากำลังการผลิตตก ขณะที่แหล่งผลิตใหม่ๆเกิดขึ้นน้อย
- ความต้องการทองคำจากประเทศจีน และอินเดียว ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นจนซัพพลายไม่เพียงพอ 2 ประเทศนี้ ประชากรรวมกันหลายพันล้านคน หากคิดเหมือนกันว่าอยากได้อะไร คงไม่ต้องบอกนะครับ ว่าของที่ต้องการนั้น จะขาดแคลนไปในทันที
ความต้องการใช้งานจริง ไม่ใช่เป็นตัวแปรที่ทำให้ราคาผันผวน เพราะสามารถกะเกณฑ์ได้ครับ ไอ้ที่ทำให้ผันผวนคือปัจจัยต่อไป

ดีมานด์ความต้องการลงทุน

ในฐานะที่ทองคำ มีบทบาทเป็นเงินอีกสกุลที่มีเสถียรภาพมาก ความต้องการใช้งานจริง จะมีผลต่อราคาทองคำเป็นวัฏจักรครับ แต่ตัวขับเคลื่อนหลักในเวลานี้ ต้องบอกว่า คือ ความต้องการในการลงทุนมากกว่า ยิ่งราคาทองคำสูง ความต้องการใช้งานจริงมีแต่จะลดลง ขณะที่ความต้องการสำหรับเพื่อการลงทุนกลับเพิ่มขึ่นเรื่อยๆ กลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แบ่งได้ 3 กลุ่ม
NON COMMERICAL เป็นกลุ่มสถาบันการเงิน หรือ พวกนักเก็งกำไร หรือกองทุนขนาดใหญ่ พวกนี้เข้ามาตลาดเมื่อไหร่ จะเป็นตัวกำหนดราคาและสร้างความผันผวนในตลาดได้มากครับ เมื่อพวกนี้เข้ามาเมื่อไหร่ ปลาซิวปลาสร้อยอย่างพวกเรา ต้องรีบโดดเข้า และเตรียมโดดออกตามให้ทัน

COMMERCIAL เป็นกลุ่มผู้ผลิต ที่เข้ามาขายกันความเสี่ยงในตลาดล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นผู้ขายออก หรืออยู่ตรงข้ามกับนักเก็งกำไรนั่นแหละ พวกนี้ เมื่อไหร่ที่เริ่มซื้อสัญญากลับหรือไม่ค่อยขายเข้ามา ก็เป็นสัญญาณว่า ราคากำลังจะขึ้นแล้ว

NON REPORTABLE พวกนี้คือปลาซิวปลาสร้อยอย่างพวกเรานี่แหละครับ
ปัจจัยความต้องการเพื่อการลงทุนนี้ จะอ่อนไหวกับทิศทางตลาดโดยรวมค่อนข้างมาก โดยในปัจจุบัน ทิศทางของปัจจัยนี้ ถูกกำหนดโดย

นโยบายของเฟด หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ เป็นส่วนสำคัญมากที่สุด ทั้งในเทอมดอกเบี้ยและนโยบายที่มีต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกวัน มาตรการผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐ หรือพูดอีกทางคือ พฤติกรรมใช้จ่ายเกินตัวที่ไม่ละ กำลังค่อยๆโผล่ออกมา เหมือนบ้านที่ไม่เคยกวาดสิ่งสกปรกออกจากบ้าน เอาแต่กวาดซุกใต้พรมแล้วนั่งทับไว้ จนตอนนี้ พรมคงปูดเป็นภูเขาลูกใหญ่แล้วมั๊ง คนนั่งทับ ก็กำลังนั่งง่อนแง่นอยู่บนยอด ทำเป็นไม่สนใจสิ่งหมักหมนที่อยู่ใต้พรม
ความรุนแรงทางการเมืองโลก จากการที่สหรัฐวางตัวเป็นเจ้าโลกและคุกคามประเทศอื่นๆที่ไม่ยอมตนเอง เพื่อเข้าไปยึดครอบครองทรัพยากรของประเทศอื่น ระเบิดเวลาที่ทิ้งไว้หลายจุดทั่วโลก ทั้งอิสราเอล อัฟกานิสถาน อิรัก อิหร่าน และอีกหลายประเทศ อีกไม่นานคงได้ประทุรุนแรง

นวัตกรรมทางการเงิน ตามแนวทางสหรัฐ เวลานี้กำลังย้อนกลับมาเล่นงานผู้คิดค้น ทั้งกรณีฉีกข้อตกลงเบรตัน วูดส์ พิมพ์แบงค์ใช้ไม่อั้น อนุพันธ์ทางการเงินเพื่อสร้างเม็ดเงินอย่างไร้ขีดจำกัดเช่นกรณีซัพไพร์ม การเปิดเสรีทางการเงินรวมทั้งบีบทั้งปลอบให้ประเทศอื่นเชื่อทำตาม การสร้างระบบเก็งกำไร เหล่านี้ล้วนช่วยสร้างเศรษฐกิจสหรัฐให้ขึ้นมาอยู่ชั้นแนวหน้าพร้อมๆกับการเผชิญความเสี่ยงมหันต์ที่ตามเป็นเงามานาน และกำลังเริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง ราคาน้ำมันถีบตัวขึ้นสูง รวมถึงโภคภัณฑ์ต่างๆและทองคำ คือตัวแทนเงามืดที่ตามสหรัฐมานานนั่นเอง

ปูพื้นฐานปัจจัยพื้นฐานกันแล้ว งวดต่อไปคงเริ่มเข้าเรื่องสิ่งที่พวกเรารอ คือปัจจัยเทคนิคเสียที ใครอ่านความเห็นผมมาตลอด อาจเคยเห็นผมเขียนไว้เสมอว่า
“ปัจจัยพื้นฐาน เป็นตัวบอกว่า ราคาจะไปทางไหน ส่วนปัจจัยเทคนิค จะบอกว่า จะไปได้แค่ไหน”

http://www.thaigold.info/th/lesson/975–2-.html

กุมภาพันธ์ 23, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | Creativity + Hack Your Mind, Hack your Mind | | No Comments Yet

Class Hack Your Mind(19/02/2009)

เป็นการเรียนครั้งสุดท้ายของการใช้ชีวิตเป็นนิสิตของผมแล้วครับ โดยครั้งนี้อาจารย์ธงชัย เป็นผู้สอนเองครับ เช่นเคยครับอาจารย์ได้สอนสิ่งแปลกใหม่อีกแล้วครับ ซึ่งตอนนี้ผมเริ่มไม่แปลกใจแล้วกับการที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่จากวิชานี้ เพราะมันเป็นการสอนเราอย่างหนึ่งว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่กว่าที่เราจะสามารถเรียนรู้และรู้จักมันได้หมด วันนี้อาจารย์ได้สอนวิชา “ชี่กง” ให้กับพวกเราครับ สอนให้เราหลายท่าด้วยกัน คือ

  1. ใช้นิ้วโป้งนวดบริเวณกึ่งกลางฝ่ามือ ทั้งสองข้าง
  2. นำมือทั้งสองข้างทำท่าคล้ายกับการพนมมือแต่ไม่สัมผัสกัน จากนั้นแยกออกจากกันและนำเข้ามาใกล้กัน
  3. นำมือข้างหนึ่งมาไว้หน้าหน้าผากของเรา และมืออีกข้างวางไว้หน้าสะดือของเรา จากนั้นเคลื่อนมือวนจากบนลงล่างและเปลี่ยนเป็นจากล่างขึ้นบน
  4. เริ่มคล้ายกับข้อสอง แต่เริ่มบริเวณสะดือจากนั้นแยกมือทั้งสองออกไปข้างๆช้าๆ แล้วหุบเข้าอย่างช้าๆ
  5. นำฝ่ามือทั้งสองวางทาบกันจากนั้นมาวางบนสะดือจากนั้นนวดตามเข็มนาฬิกาของเรา 36 รอบ จากนั้น ทวนเข็มอีก 36 รอบ

วิชานี้เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ทำให้สุขภาพกายและใจของเราดีขึ้น แต่จะไม่ส่งผลทันทีแต่ต้องหมั่นทำและหมั่นฝึกฝนไปเรื่อยถึงจะแสดงผลออกมา

 

***ขอขอบคุณอาจารย์ธงชัยที่ได้กรุณาเปิดวิชาการสอนที่มีประโยชน์ต่อนิสิตในด้านการดำเนินชีวิต และพัฒนาตนเอง รู้สึกดีมากที่ได้เรียนวิชาแบบนี้

กุมภาพันธ์ 20, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | Creativity + Hack Your Mind, Hack your Mind | | No Comments Yet

นวัตกรรมใหม่ แว่นนาโนคริสตอล ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

สวทช. และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง นำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ประยุกต์ผลิตแว่นนาโน

nano11

กรุงเทพฯ- นักวิทยาศาสตร์ไทย ผลิตแว่นนาโนคริสตอล แว่นคุณสมบัติพิเศษ ที่จะช่วยให้นักนิติวิทยาศาสตร์ ทำงานได้ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะทำให้มองเห็นสารคัดหลั่ง อาทิ คราบเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย อสุจิ ที่คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ ณ จุดเกิดเหตุได้ด้วยแว่นเพียงอันเดียว และได้ทำการมอบแว่นนาโนคริสตอลต้นแบบให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ยังจะมีการทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ การแพทย์และการเกษตร ต่อไป

นวัตกรรมนาโนคริสตอล เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

nano2

ดร. ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ สวทช. กล่าวว่า”แว่นนาโนคริสตอล เป็นบาย-โปรดักส์สำคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำวิจัยฟิล์มบางวัสดุนาโนเพื่อนำไปใช้ในงานนาโนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โซลาร์เซลส์ ตัวตรวจวัดแสง (Photo Detector)และตัวเปล่งแสง (LED-Light Emitting Diode) เป็นต้น ทั้งนี้ได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรไปแล้วทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา และยังทำการวิจัยพัฒนาต่อเพื่อให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์สู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม”

“นวัตกรรมนาโนคริสตอล สอดคล้องกับแผน Fast Forward ในอันที่จะเร่งเพิ่มสิทธิบัตรนวัตกรรมของ สวทช.” ดร. ธีระชัย กล่าว

ดร. ธีระชัย กล่าวต่อว่า เราทำโครงการวิจัยระยะยาว เพื่อสร้างพื้นฐานทางนาโนเทคโนโลยีให้กับประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็มองหาหนทางในการนำเทคโนโลยีที่ค้นพบ มาก่อให้เกิดประโยชน์ และเห็นผลได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

รศ.ดร.จิติ หนูแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมนาโนคริสตอล กล่าวว่า นาโนคริสตอล เกิดจากการนำผลึกของอินเดียมออกซิไนไตรด์ (Indium Oxynitride) ซึ่งเป็นสารประกอบออกซิเจน ไนโตรเจนของอินเดียมที่มีขนาดเล็กระดับนาโน เคลือบลงบนเลนส์แก้วหรือพลาสติกโดยใช้วิธีไอระเหย ซึ่งจะส่งผลให้เลนส์นั้นเกิดคุณสมบัติพิเศษคือ ความสามารถในการตัดแสงในช่วงความยาวคลื่นของแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้น แว่นนาโนคริสตอล จึงทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์ ซึ่งสามารถตัดแสงสีน้ำเงิน เขียว และแดง รวมทั้งรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต หรือรังสียูวีทั้ง UV-A, UV-B และ UV-C ได้ อีกทั้งยังผลิตได้ง่ายด้วยวัตถุดิบในประเทศทั้งหมด

nano3 

เมื่อนำเลนส์ที่เคลือบด้วยนาโนคริสตอลมาประยุกต์ทำแว่นนาโนเพื่อใช้ในการตรวจหาหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุด้วยวิธีทางด้านแสงยูวี จะช่วยให้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์มองเห็นสารคัดหลั่ง อาทิ คราบเลือด คราบน้ำลาย คราบอสุจิ หรือลายนิ้วมือ หรือเส้นใย ได้มากกว่า 1 ประเภท ด้วยแว่นเพียงอันเดียว ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับเจ้าหน้าที่

พันตำรวจโท สมชาย เฉลิมสุขสันต์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะคดีข่มขืนหรือคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์จะตรวจหาหลักฐานที่เป็นสารคัดหลั่ง หรืออื่นๆ โดยใช้แสงหลายความยาวคลื่นในย่านยูวี-วิซิเบิล ฉายลงในพื้นที่หรือวัตถุต้องสงสัยที่จะเกิดการเรืองแสงกับแสงยูวีในช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ต้องใส่แว่นตาพิเศษ ซึ่งมี 3 สี คือ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ซึ่งแว่นแต่ละสีทำหน้าที่ตัดแสงในย่านความยาวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน ทำให้เห็นการเรืองแสงดังกล่าว ดังนั้นในการตรวจสอบแต่ละครั้งอาจต้องเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนความยาวคลื่นของแสงที่ฉายลงบนพื้นที่หรือวัตถุ และเปลี่ยนแว่นตาที่ทำหน้าที่ตัดแสงแต่ละสี เพื่อให้เห็นการเรืองแสงหรือเห็นสิ่งที่ต้องการตรวจหาเมื่อมองผ่านแว่นตา

พันตำรวจโท สมชาย กล่าวต่อว่า “แว่นนาโนคริสตอล เป็นนวัตกรรมใหม่ ถือได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์อีกทางหนึ่ง โดยจะช่วยสนับสนุนภารกิจให้กับทีมนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสารคัดหลั่งที่คนร้ายทิ้งไว้ในสถานที่เกิดเหตุ ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนั้นทั้งคณะผู้คิดค้นและวัตถุดิบที่นำมาผลิต ก็อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้หน่วยงาน บริษัทต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานราชการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้”

นอกเหนือจากการนำแว่นนาโนคริสตอล มาใช้ในงานตรวจสอบสารคัดหลั่งของเจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์แล้ว แว่นนาโนคริสตอล ยังมีศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น ใช้ทำแว่นสำหรับแพทย์ที่ฉายรังสียูวีเพื่อการรักษาหรือเพื่อเสริมความงาม แพทย์ที่ใช้เลเซอร์ในการผ่าตัด หรือแว่นสำหรับป้องกันแสงและรังสีในการเชื่อมโลหะ และการใช้แว่นป้องกันแสงยูวีในการคัดแยกกุ้งกุลาดำ เป็นต้น

หลังจากการส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบการใช้งานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ทางทีมวิจัยจะได้ส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบภาคสนามในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ คาดว่า การทดสอบภาคสนามจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2551

nano4

ที่มา : นิตยสาร Extreme Technology

http://www.se-ed.com/Technology/ViewContent.aspx?IDtopic=586

กุมภาพันธ์ 18, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | 1 | | No Comments Yet

เงาตะวันตกโอบอุ้มกรุงศรีฯ BAYซื้อAIGCFเปิดศึก”รีเทลแบงกิ้ง”

552000001817301

และแล้ว มหามิตรโลกตะวันตก “จีอี” ผู้ถือหุ้นใหญ่ ใน “แบงก์กรุงศรีอยุธยา” มรดกอันล้ำค่าของตระกูล “รัตนรักษ์” ก็ทำสิ่ง “เซอร์ไพรส์” ให้กับสายตาทุกคู่ แบบหักปากกาเซียน ที่เฝ้าจับตามองการเคลื่อนไหวของทุนตะวันตกในประเทศอยู่ทุกฝีก้าว หลังตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ ในเครือ AIG หรือ AIGCF ธุรกิจ ในกลุ่มคอนซูเมอร์ ไฟแนนซ์ ที่รวมถึง ธนาคาร เอไอจี เพื่อรายย่อย และ เอไอจี คาร์ด อย่างเงียบกริบ รวมเป็นเงินกว่า 2 พันล้านบาท หลายสำนักจึงคาดคะเนว่า เงาตะวันตกที่โอบอุ้มค้ำชู “แบงก์กรุงศรีฯ” ในชั่วโมงระทึกขวัญ กำลังจะก่อสงครามในตลาดลูกค้ารายย่อย หรือ “รีเทล แบงกิ้ง” อย่างเข้มข้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน…

ไม่ใช่เรื่องที่ใครต่อใคร จะคาดคิดกันได้ง่ายๆว่า “จีอี” หรือ “ข่าน” แห่ง แวดวง “รีเทล แบงกิ้ง” จะเป็น “เจ้าบุญทุ่ม” เข้าซื้อกิจการในเครือของ AIG หรือ AIGCF เสียเอง

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ “จีอี” ก็กำลังถูกจับตามองในฐานะทุนจากโลกทุนนิยม ที่น่าจะอยู่ในข่ายบาดเจ็บ บอบช้ำ จากเหตุการณ์สึนามิถล่มเศรษฐกิจโลกด้วยซ้ำไป…

ให้ดู ซิตี้ กรุ๊ป เป็นตัวอย่าง… “ซิตี้ กรุ๊ป” ถือเป็น กลุ่มสถาบันการเงินชั้นแนวหน้า ในด้านการให้บริการทางการเงินหลากหลาย รวมถึงจัดอยู่ในทำเนียบลำดับต้นๆของตลาดบัตรเครดิต หรือแม้แต่สินเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็ยังนอนหายใจรวยรินอยู่ในห้องไอซียู ไม่ต่างจาก มหาอภิยักษ์ใหญ่ ทรงอิทธิพลในอเมริกาอย่าง AIG อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป อิงค์

แต่ “จีอี” ก็ทำเอา นักวิเคราะห์ทุกสำนักต้องอ้าปากค้าง และคาดไม่ถึงจนได้ เมื่อได้แสดงแสนยานุภาพ เข้าอุ้มซากอันไร้วิญญาณของ ธุรกิจในเครือของ AIG ยักษ์ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต เข้ามาเป็นสมบัติของตัวเองจนได้ในที่สุด…

ระหว่างที่ ทั้งสองบริษัทคือ ธนาคาร เอไอจี เพื่อรายย่อย และเอไอจี คาร์ด ก็กำลังเลหลัง เร่ขายทรัพย์สิน ด้วยราคาที่ถูกแสนถูก หากเทียบกับเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น เพื่อนำเงินกลับไปคืนให้กับ ธนาคารกลางสหรัฐหรือ “เฟด” อย่างทันท่วงที

เมื่อรวมทรัพย์สินของสองบริษัทกับทรัพย์สินของธนาคารที่มีอยู่ก่อน จึงทำให้ธนาคารกรุงศรีฯ มีทรัพย์สินรวม 778,000 ล้านบาท จากเดิม 742,000 ล้านบาท ขึ้นมาเป็นอันดับ ห้า มีเงินฝากเพิ่มเป็น 558,000 ล้านบาท จากเดิม 540,000 ล้านบาท เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 15% จากเดิม 14.9%

สำคัญกว่านั้น คือ ฐานสินเชื่อรายย่อยของแบงก์กรุงศรีฯก็จะเติบโตแบบก้าวกระโดด คือ จะขยายตัว เพิ่มอีก 14% รวมเป็น 36% ของสัดส่วนสินเชื่อรวมทั้งหมด ในขณะที่มีจุดหมายปลายทางในปี 2553 จะขยายพื้นที่สินเชื่อรายย่อยให้มีสัดส่วนถึง 50%

” ลูกค้ารายย่อย สร้างรายได้ให้แบงก์มากกว่า ลูกค้ารายใหญ่ เพราะลูกค้ารายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูง จึงกำหนดทิศทางรายได้ของแบงก์ได้ แต่การขยายฐานออกไปจับกลุ่มรายย่อยจะทำให้ฐานรายได้ของแบงก์กว้างขึ้น” ตัน คอง คูน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกถึงเป้าหมาย ระหว่างที่ดีลอยู่ในกระบวนการดำเนินการของทางการ

ดีลที่กำลังจะจบลง จึงทำให้ หน้าตาของแบงก์ ที่เคยเก่าแก่และเคยโฟกัสไปที่ตลาดองค์กร ลูกค้ารายใหญ่ และเอสเอ็มอี เป็นสัดส่วนหลักก็ จะถูกแปลงสภาพมาเป็นแบงก์ใหญ่ที่ครอบครองอาณาจักรลูกค้ารายย่อย ไม่ต่างจากโมเดลเดียวกับ “จีอี” แม่แบบ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของแบงก์กรุงศรีฯ…

ขณะที่ก่อนหน้านี้ การเข้ามาสวมสิทธิ์แทน ตระกูล รัตนรักษ์ โดยกลุ่ม จีอี ได้ผ่านเข้ามาทาง การร่วมทุนในธุรกิจบัตรเครดิต จนท้ายที่สุด ก็เข้ามาถือหุ้นตรง หลัง “รัตนรักษ์” เปิดไฟเขียวเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้น แบงก์กรุงศรีฯก็ยังไม่สามารถขยายตลาดรีเทล แบงกิ้งได้อย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วยเหมือนกับ โมเดล ต้นแบบ “จีอี” ที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้นานแล้ว…

หากต้องการ ปูพื้น ทำความรู้จักกับ “จีอี” ก็ให้นึกถึง สัญลักษณ์ทางการค้า อย่างสินเชื่อรถยนต์ ในรูป สินเชื่อ เพอร์ซัลนัลโลน คาร์ฟอร์แคช หรือชื่อใหม่ กรุงศรีคาร์ฟอร์แคช สินเชื่อเงินผ่อน เฟิร์สช้อยส์ สินเชื่อควิกแคช บัตรกรุงศรี จีอี บัตรเซ็นทรัล การ์ด และบัตรเทสโก้ โลตัส

เนื่องจากวัฒนธรรมเก่าแก่ของแบงก์ไทย มักจะปูรากฐานไว้รองรับ กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ และธุรกิจเอสเอ็มอีรายใหญ่ มาตั้งแต่ในอดีต ดังนั้นในช่วงแรกของแบงก์กรุงศรีฯในร่างของ “เงาพันธมิตร จีอี” ผู้กำหนดชะตากรรม ธุรกิจรีเทล แบงกิ้ง จึงไม่ได้เดินไปได้อย่างราบรื่นเหมือนกับที่คาดกันไว้

เมื่อการเร่งอัตราเติบโตจากภายในองค์กรต้องใช้เวลานาน และแทบไม่บรรลุผล ผู้กำหนดทิศทางเดินคือ “จีอี” จึงเลือกจะขยายตัวผ่านรูปแบบการซื้อกิจการแทน เพื่อเร่งเติบโตทางลัด แบบ เร็วและแรง

เริ่มต้นจาก เมื่อปลายปี 2550 แบงก์กรุงศรีฯได้เข้าซื้อ GECAL หรือ “จีอี แคปปิตอล ออโตลีส” ธุรกิจเช่าซื้อที่มีพอร์ตรถยนต์เก่าและรถจักรยนต์ อยู่ในมือมากมายก่ายกอง อันเป็นผลจากการเข้าประมูลพอร์ตงานมาจาก องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินหรือ ปรส.

จีอี ได้พอร์ตรถยนต์ล็อตใหญ่นั้นมาด้วย ราคาเหมือนได้เปล่า แล้วมาเก็บเงินเอาจากลูกหนี้ทั้ง 56 ไฟแนนซ์ ด้วยราคาแพง จนทำกำไรงดงาม กระทั่งพอร์ตรถยนต์เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนยั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่

นี่คือ จุดเริ่มต้นการขยายพอร์ตลูกค้ารายย่อย ของแบงก์กรุงศรีฯ ที่กำลังออกดอกออกผล เพราะการเข้าซื้อ GECAL ครั้งนั้น กรุงศรีฯถึงกับคาดหมายว่า จะเร่งให้พอร์ตขยายตัวถึง 20% หรือ คิดเป็น 90,000 ล้านบาท จากฐานสินเชื่อกว่า 450,000 ล้านบาท

ขณะที่การตัดสินใจซุ่มซื้อหุ้นของ ธนาคาร เอไอจี เพื่อรายย่อย และเอไอจี คาร์ด ก็ประเมินกันว่าจะทำให้พอร์ตสินเชื่อรายย่อย กว้างใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าตัว จนเชื่อว่าจะไต่ขึ้นไปถึงสัดส่วน 50% ในปี 2553

โดยประเมินจาก แบงก์ เอไอจี ที่มีธุรกิจหลักเป็นสินเชื่อเช่าซื้อยนต์ สินเชื่อเอนกประสงค์ และสินเชื่อผู้ประกอบการการจำหน่ายรถยนต์หรือบรรดาดีลเลอร์ค้ารถต่างๆ

โดยสิ้นปี 2551 แบงก์เอไอจีฯ มีทรัพย์สินรวม 35,356 ล้านบาท พอร์ตสินเชื่อ 16,529 ล้านบาท เงินฝาก 18,637 ล้านบาท มี 10 สาขา มีฐานเงินทุน 3,170 ล้านบาท และมีฐานลูกค้ากว่า 4 แสนราย

ขณะที่ เอไอจี คาร์ด ทำธุรกิจหลักคือ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน สิ้นปี มีรายได้รวม 1,915 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 3 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 10,246 ล้านบาท มียอดสินเชื่อ 9,300 ล้านบาท และมีฐานลูกค้ากว่า 3 แสนราย

อย่างไรก็ตาม หากมองไปที่ฐานธุรกิจเดิมของ ธุรกิจในกลุ่ม AIGCF ทั้ง 2 บริษัท จะพบว่า ส่วนใหญ่ฐานลูกค้ามักจะอิงอยู่กับธุรกิจในเครือเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น AIG ฝั่งประกันภัย และธุรกิจประกันชีวิตในเครือ AIG คือ AIA เป็นหลักเสียมากกว่า

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องเฝ้าจับตาต่อจากนี้ไปก็คือ หลังการซื้อกิจการ ทั้ง แบงก์เอไอจีฯ และเอไอจีคาร์ด มาอยู่ในกำมือของ แบงก์กรุงศรีฯเรียบร้อยแล้ว สัมพันธภาพ แน่นแฟ้น ที่เคยมีอยู่เดิมระหว่าง AIG และ AIA กับบริษัทในเครือ ที่กลายมาเป็นอดีตเพราะถูกตัดขายทิ้งไป จะเชื่อมต่อกันได้ติดเหมือนเดิมหรือไม่

หรือทุกอย่างจะจบสิ้นลง หลังจากสมบัติของ AIG ถูกขายยกล็อตไปให้กับ นายทุนหน้าใหม่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น แบงก์กรุงศรีฯก็อาจจะคว้าได้เฉพาะกลุ่มลูกค้าเก่าของ แบงก์ เอไอจีฯ และเอไอจีคาร์ด ที่ยังไม่หนีไปไหน ขณะที่ลูกค้ารายใหม่คงไม่สามารถยึดโยงได้สนิทใจเหมือนแต่ก่อน

แต่ถึงอย่างนั้น การสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับแวดวงการเงิน ชนิดตั้งตัวไม่ติด ก็ทำให้แบงก์ต่างๆ ทั้งไทยและเทศ ที่กำลังจดจ้องขยับขยายฐานลูกค้ารายย่อย เพื่อเพิ่มรายได้ และผลกำไรให้กับธุรกิจ ก็ต้องหันมาหาวิธีตั้งรับให้มากขึ้น…

เพราะดีล ที่กำลังจะควบรวมกันให้เสร็จสิ้นในช่วงกลางปีนี้ คือสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า แบงก์กรุงศรีฯใน “เงาร่างมหามิตรโลกตะวันตก” คงไม่ยอมอ่อนข้อให้กับสนามรบที่ร้อนแรงดุจเปลวเพลิงได้ง่ายดายนัก

โดยเฉพาะตลาดสินเชื่อรายย่อย “ขุมสมบัติ” ที่มักจะทำรายได้มหาศาลให้กับ “นายทุน” จากโลกตะวันตกมานักต่อนักแล้ว…

สังเกตุได้จากชั่วโมงวิกฤตเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์มักจะย้อนรอยมาย่ำที่เดิม ในจุดที่ “โลกทุนนิยม” เคย เฟื่องฟู เบ่งบาน และกำลังล่มสลาย พังพินาศ…

 

http://www.khum.net/news-read/1105339

กุมภาพันธ์ 15, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | Creativity + Hack Your Mind, Hack your Mind | | No Comments Yet

Hack Your Mind(12/02/2009)

วันนี้ทางclass ของพวกผมได้รับเกียรติอย่างมากที่ทางอาจารย์ธงชัยได้กรุณาเชิญ อาจารย์ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา มาเป็นวิทยากรรับเชิญเพื่อพูดถึงการฝึกจิตใจและสมาธิของตัวเองเพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

แต่เนื่องจากเนี้อหาจากท่านอาจารย์มีเยอะมาก จึงมีการรวบรวมจากเพื่อนอยู่ที่เว็บ

http://www.cp.eng.chula.ac.th/webboard/viewtopic.php?t=10969&postdays=0&postorder=asc&start=0

กุมภาพันธ์ 13, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | Creativity + Hack Your Mind, Hack your Mind | | No Comments Yet

ประวัติ NBA

เอ็นบีเอ (NBA) ย่อมาจาก National Basketball Association ซึ่งเป็นชื่อของลีกบาสเกตบอลอาชีพในอเมริกาเหนือซึ่งรวมประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีนักกีฬาบาสเก็ตบอลชั้นนำของโลกเล่นอยู่ในเอ็นบีเอนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้มาตรฐาน

ระดับการแข่งขันนั้นถือว่าอยู่ในระดับสูง สัญลักษณ์ประจำเอ็นบีเอทางด้านขวานั้น เป็นภาพเงาของ เจอร์รี่ เวสต์ ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการทั่วไป

ของทีมเลเกอร์ และเป็นผู้จัดการทั่วไปคนปัจจุบันของทีมเมมฟิส กริซลีส์

เอ็นบีเอ ก่อตั้งขึ้นที่นครนิวยอร์ก ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1946 ในชื่อ Basketball Association of America (BAA)

ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น National Basketball Association ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงในปี ค.ศ. 1949 หลังจากการรวมตัวกับทีมจาก

National Basketball League (NBL)

เอ็นบีเอนั้นเป็นลีกกีฬาอาชีพแรก ที่มีโค้ชหลักเป็นคนผิวดำ ในปี ค.ศ. 1966, และก็ยังเป็นลีกแรก ที่มีผู้จัดการทั่วไปเป็นคนผิวดำ

ในปี ค.ศ. 1972 นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นลีกแรก ที่มีเจ้าของทีมเป็นคนผิวดำ ในปี ค.ศ. 2002
ในเอ็นบีเอมีผู้เล่นมีชื่อเสียงหลายคน เช่น จอร์จ มิคาน (George Mikan) ผู้เล่นร่างใหญ่ที่โดดเด่นคนแรก บอบ คอสี (Bob Cousy)

ผู้มีทักษะการครองบอล บิล รัสเซล (Bill Russell) ผู้ที่เก่งด้านการตั้งรับ วิลท์ แชมเบอร์เลน (Wilt Chamberlain) รวมถึง ออสการ์ รอเบิร์ตสัน

(Oscar Robertson) และ เจอร์รี เวสต์ (Jerry West) ผู้ที่เก่งในรอบด้าน คารีม อับดุล-จับบาร์ (Kareem Abdul-Jabbar)

และ บิล วอลตัน (Bill Walton) ผู้เล่นร่างยักษ์ในยุคหลัง จอห์น สต็อกตัน (John Stockton) ผู้ที่มีทักษะการคุมเกม

ตลอดจนผู้เล่นสามคนที่ทำให้เอ็นบีเอได้รับความนิยมจนถึงขีดสุด คือ ลาร์รี เบิร์ด (Larry Bird) แมจิก จอห์นสัน (Magic Johnson) และ ไมเคิล จอร์แดน

(Michael Jordan)

ลีกดับบลิวเอ็นบีเอ (Women’s National Basketball Association, WNBA) สำหรับบาสเกตบอลหญิงเริ่มเล่นในปี พ.ศ. 2540

ถึงแม้ว่าในฤดูกาลแรกจะไม่ค่อยมั่นคงนัก นักกีฬามีชื่อหลายคน เช่น เชอริล สวูปส์ (Sheryl Swoopes), ลิซา เลสลี (Lisa Leslie) และ ซู เบิร์ด (Sue Bird)

ช่วยเพิ่มความนิยมและระดับการแข่งขันของลีก ลีกบาสเกตบอลหญิงอื่น ๆ ล้มไปเนื่องจากความสำเร็จของดับบลิวเอ็นบีเอ

 

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=4b36538050a5ffcf

http://www.siamsporttalk.com/index.php?topic=670.0

กุมภาพันธ์ 10, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | 1 | | No Comments Yet

ประวัตินักกีฬาบาสเกตบอล Kobe Bryant

kbryantKobe Bryant เป็นลูกชายของ โจ “เจลลี่บีน” ไบรอัน อดีตนักบาสเก็บอลของทีมฟิลาเดเฟีย 76ers และHouston Rockets รวมระยะเวลา 8 ปี โคบี้เกิดเมื่อ 23 สิงหาคม 1978 ขณะนี้มีอายุ 30 ปี เขามีพี่สาว 2 คน ตอนเป็นเด็กเขาใช้ชีวิตอยู่ที่อิตาลีกับพ่อ แม่และพี่สาว เป็นเวลา 8 ปี หลังจากจบจาก Lower-Merion(็High School) แล้ว ก็ได้เข้ามาเล่นใน NBA จากการดร๊าฟรอบแรกโดยทีม Charlotte แต่ Lakers ต้องการตัวเขามาร่วมทีม เขาจึงถูกแลกตัวกับ Vlade Divac มาอยู่กับทีม Lakers
ในการเล่นปีแรก(ฤดูกาล 1996-1997) เขาได้กลายเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA ที่ลงแข่งในเกม โดยเขามีอายุเพียง 18 ปี 5 เดือนเท่านั้น ในช่วงการแข่งขัน All-Star Game เขาได้เข้าร่วมการแข่งขัน Rookie Game ซึ่งเขาทำแต้มได้ 31 แต้ม และก็ได้เข้าร่วมแข่งขัน Nestle Crunch Slam Dunk ซึ่งเขาสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ และรางวัลนี้ยังทำให้เขาเป็นผู้เล่นของ Lakers คนแรกที่ได้รางวัลนี้ ในปีต่อมา เขาได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นในทีม All-Star ฝั่งตะวันตก ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัตศาสตร์ NBA ิที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้ด้วยวัยเพียง 19 ปี และเขาก็ได้ทำแต้มสูงสุดให้กับทีมคือ 18แต้ม 6รีบาวน์ 2ขโมย
ในปีที่ 3 ของการเล่นเขาติดทีม All-NBA Third Team ในปีที่4 เขาก็ได้ติดทีม All-NBA Second Team, NBA All-Interview Second Team และ NBA All-Defensive Team ในปีนี้เขาก็ยังได้รับการโหวตให้ลงเล่นใน All-Star Game อีกเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน และเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่มือขวา ทำให้เขาพลาดการลงสนามไป 15 เกม แต่ในปีนี้เขาก็ได้แชมป์ NBA เป็นสมัยแรกด้วย และในฤดูกาลต่อมา(2000-2001 และ 2001-2002)เขาก็สามารถคว้าแชมป์ได้อีก ทำให้ทีมเลเกอรเป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น ทำให้เลเกอร์เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนั้น ภายใต้การคุมทีมของฟิล แจ๊คสัน ผนึกกับผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมอย่าง Shaq, Kobe, Fisher และคนอื่นๆในทีม ในฤดูกาลต่อมา(2000-2001)เขาก็พลาดการลงสนามให้กับทีมอีก 14 เกม เนื่องจากอาการบาดเจ็บหลายๆอย่าง เช่นที่ข้อเท้า ที่นิ้วเท้า และการติดเชื้อโรค ในเกม All-Star 2002 โคบี้ได้รับคะแนนโหวตให้มาเล่นในเกม All-Star ด้วยคะแนน1,121,753 คะแนนเป็นคะแนนที่สูงเป็นอันดับที่ 3 ในการโหวต และเขายังได้รับการโวตให้เป็น the Most Valuable Player (MVP) ในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย ซึ่งเขาทำแต้มได้ 31แต้ม 5รีบาวน์ 5แอสซิส ดูเหมือนว่าปีนี้จะเป็นปีทองของโคบี้ นอกจากจะได้รางวัล MVP All-Star Game แล้ว เขาก็ได้รับเลือกให้ติดทีม All-NBA First Team และ All-Defensive Second Team และก็ได้แชมป์อีกด้วย
ในช่วงแรกๆโคบี้ได้รับการวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นนักบาสชายเดี่ยวมากเกินไป และเห็นแก่ตัว แต่ถึงอย่างไรด้วยความสามารถในการเล่นบาสอันยอดเยี่ยม ก็สามารถพาเขาขึ้นมาเป็นซุปเปอร์สตาร์ได้อย่างไม่ยากเย็น และเขาก็เริ่มลดความเป็นนักบาสชายเดี่ยวลง และทำแอสซิสให้กับเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น จึงมำให้เขาได้รับความนิยมจากแฟนๆมากขึ้น และทำให้เขาได้รับการโหวตให้เล่น All-Star Game 6 ครั้ง

 

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1147922

กุมภาพันธ์ 8, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | 1 | | No Comments Yet

Hack Your Mind(05/02/2009)

ผมเป็นคนเป็น A D (Analytical & Decisive) แบบ Implementor

    วันนี้ครับได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ และวิธีที่ทำให้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถทำให้คุณนั้นรู้ว่าคนแบบไหนเป็นแบบที่ตัวเองชื่นชอบ จากท่านวิทยากร อ.วรธนัท ธัญญหาร

    คนแต่ล่ะคนจะมีลักษณะอยู่ด้วยกัน 5 ด้าน ขึ้นอยู่กับบุคคลว่าโดดเด่นที่แบบใดตามหลักของ LEONARD PERSONALITY INVENTORY

  1. Openness เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ชอบสถานการณ์แปลกใหม่ และท้าทาย แต่จะเกลียดสิ่งซ้ำซากจำเจ
  2. Neutral ชอบความกลมเกลียวไม่ขัดแย้ง มั่นคง สม่ำเสมอ มีบทบาทหน้าที่ชัดเจน แต่ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงบ่อย
  3. Analytical ชอบความถูกต้องแม่นยำ ชอบคิดและวิเคราะห์อยู่เสมอ แต่ไม่ชอบความเสี่ยง
  4. Relational ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และความสนุกสนานต่างๆ แต่เกลียดการทำอะไรซ้ำๆน่าเบื่อ
  5. Desicive รักอิสระ ความท้าทายและการแข็งขัน และความเป็นผู้นำ ไม่ชอบเป็นรองผู้อื่น

กุมภาพันธ์ 5, 2009 แสดงความเห็นโดย korntania | Creativity + Hack Your Mind, Hack your Mind | | No Comments Yet